|
ปี 2009 ผมไป Count Down ไกลหน่อย ไปถึง London ประเทศอังกฤษแหน่ะ ซึ่งใน Trip นอกจากจะไปที่ลอนดอนแล้ว ผมก็มีแผนที่จะไปกรุงบลัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม และกรุง Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่จะไปเมืองหลวงที่มีมนต์เสน่ห์ อีกแห่ง นั่นคือ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังจากที่ศึกษาข้อมูลและวางแผนการเดินทางอย่างดิบดี..ผมจึงเริ่มการเดินทาง โดยใน ส่วนนนี้จะขอนำท่านผู้อ่าน ไปเที่ยวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษไปกับเรานะครับ อ้อหลังจากที่ไปเที่ยวอังกฤษกลับมาดูหนังเรื่อง แฮร์รี่ พ๊อตเตอร์ ฉากแรก ๆ ที่เหล่าสมุนของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร อาละวาดตามใจกลางกรุงลอนดอนนั้น ทำให้ผมนึกภาพตามได้เลยว่า อะไรๆ อยู่ตรงไหน ตรงนั้นคืออะไร แบบว่า อินกับการดูหนังมากกว่าแต่ก่อน และนี่ก็คือเหตุผลที่เวลาเจ้าหน้าที่กงศุลถามว่า ผมจะ ไปเที่ยวลอนดอนทำไม ผมก็ตอบว่า ผมชอบดูหนังครับ
เตรียมตัวก่อนท่องเที่ยว :
สิ่งที่ต้องเตรียม 1.ตั๋วเครื่องบิน 2.วีซ่า 3.ใบจองห้องพัก 4.เงินสดหรือบัตรเครดิต 5.เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับช่วงเวลา
1.จองตั๋วเครื่องบิน
เรื่องซื้อตั๋วไปเที่ยวต่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่ทำอย่างไรที่จะซื้อตั๋วให้ถูกนี่ซิเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเพื่อนๆ ควรจะ วางแผนการเดินทางก่อนท่องเที่ยวสัก 2-3 เดือนก็ดี หรือ 1 เดือนเป็นอย่างน้อย เพื่อจะได้จองตั๋วในราคาถูก โชคดีที่ผมมีเพื่อน ทำงานสายการบินแห่งหนึ่ง เลยมานั่งเลือกซื้อตัวเองผ่าน website เอง เรียกว่ารู้ราคาตั๋วของทุกสายการบินเลยทีเดียว ราคานี่ขึ้น ๆ ลง ๆ เกือบทุกชัวโมงเลย ยิ่งใกล้กำหนดวันไปยิ่งแพง (พอดีไปช่วงปีใหม่) และก็อ่านหนังสือ ท่องเว็บเก็บข้อมูล เพื่อวางแผนก่อน ไปเที่ยวจริง ซึ่งจะทำไม่ให้เสียเวลาในการท่องเที่ยวครับ (เพราะเรื่องเวลาสำคัญมาก) สำหรับเรื่องการจองตั๋วขอแนะนำบริษัท KMT ครับ เพราะเรื่องราคาและบริการถือว่าใช้ได้ทีเดียว เพื่อน ๆ อาจจะซื้อจาก Website : www.kmt.co.th โดยตรง หรือ โทรไปที่ 02-642-6865 ก็ได้ครับ (แนะนำสายการบินและราคาตั๋ว..อ่านต่อ) เมื่อได้ราคาและสายการบินที่ถูกใจแล้วให้เพื่อน ๆ ทำการจองก่อน อย่าเพิ่งซื้อนะครับ เพราะเพื่อนๆ ต้องไปทำวีซ่าขอเข้าประเทศก่อน เมื่อวีซ่าผ่านแล้วจึงค่อยซื้อครับ
2.วีซ่าต้องผ่านก่อนนะ
หากเพื่อน ๆ จะเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม เพื่อน ๆ ต้องมีวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ (Entry Clearance) ครับ ที่ออกโดยสถาณฑูตอังกฤษประจำประเทศไทย ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึงวีซ่าท่องเที่ยวเท่านั้นนะครับ โดยประเภทของวีซ่าท่องท่อง (Visitor Visa) จะแบ่งเป็น ประเภทเข้าออกได้เพียงครั้งเดียว และ ประเภทเข้าออกได้หลายครั้ง อ้อเพื่อน ๆ อย่าสับสนกับวีซ่าท่องเที่ยวยุโรปนะครับ เพราะประเทศอังกฤษเขาถือว่าประเทศตัวเองแน่จึงไม่เข้าร่วมเป็นประเทศ ในกลุ่มประชาคมยุโรป ซึ่งมีทั้งหมด 15 ประเทศ ได้แก่ Austria, Belguium, Denmark, Finland, France, Germany, Greece, Iceland, Itary, Luxemberg, Netherland, Norway, Portugal, spain และ Sweden ซึ่งทั้ง 15 ประเทศนี้ได้ตกลง ร่วมกันที่จะใช้วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เพื่ออนุญาตให้เข้า-ออกร่วมกันได้ทั้งหมด
แต่ตอนนี้เราจะไปอังกฤษ ต้องไปขอวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ (UK Entry Clearance) ซึ่งเมื่อได้แล้วเพื่อนๆ สามารถ เข้าสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ได้แก่ Scotland, Wales, Northern Ireland ปัจจุบันการขอวีซ่าเข้าประเทศ อังกฤษทุกประเภท ต้องทำการยื่นผ่านตัวแทน (Agent) ที่ "ศูนย์รับคำร้องวีซ่าอังกฤษ" ซึ่งเปิดให้บริการวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 15.00 น. และสามารถรับหนังสือเดินทางคืนได้คั้งแต่เวลา 15.00 - 16.30 น. เบอร์โทรศัพท์ 02-254-1098 ถึง 9 ซึ่งจะใช้เวลาพิจารณา 2- 5 วันทำการ โดยมีค่าบริการ 425 บาท/หนังสือเดินทางเล่ม
3.จองที่พัก
ลอนดอนมีโรงแรม ห้องพัก หลายระดับ ตั้งแต่เริ่ดหรู จนถึงรูหนูพอซุกหัวนอนได้ แต่สำหรับพวกเรานักท่องเที่ยวมือใหม่ ขอแนะนำห้องพักราคาประหยัดแบบพอพักได้ ที่เรียกว่า Hostel หรือ B & B (Bed & Breakfast) คือห้องพักอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งแบบมีห้องน้ำในตัว (ห้องน้ำเล็กๆ) และแบบใช้รวมครับ ที่สำคัญเขามีอาหารเช้ารวมอยู่ในค่าห้องเรียบร้อย ประมาณขนมปังปิ้ง ไข่ดาว ไส้กรอกสั่วๆ 1 อัน น้ำผลไม้ 1 แก้ว เพื่อนๆ น่าจะมีแผนที่กรุงลอนดอนสักแผ่น แล้วเลือกว่าจะพักแถวไหนที่ว่าถูกใจที่สุด แล้วเริ่มหาโรงแรมถูกๆ กันเลย (แนะนำย่านที่พัก และราคาค่าห้อง...อ่านต่อ)
4. เงินสดหรือบัตรเครดิต
อังกฤษใช้เงินสกุลปอนด์ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนสามรถตรวจสอบได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/FinancialMarkets/ExchangeRate/_layouts/application/exchangerate/ExchangeRate.aspx ส่วนบัตรเครคิตที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ บัตร VISA, MSTER CARD และ American Express
5.เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับช่วงเวลา
ช่วงเวลาที่เหมาะสมและน่าเที่ยวที่สุด คือ ช่วงเดือนมีนาคม - ตุลาคม เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวตอนปลายคาบเกี่ยวไปยัง ฤดูใบไม้ผลิ (อุณหภูมิประมาณ 10-18 องศา) โดยสามารถตรวจสอบสภาพอากาศได้ที่ www.bbc.co.uk/weather
-
เดือนมีนาคม - เมษายน อุณหภูมิประมาณ 4-15 องศาฯ เสื้อผ้าที่ควรเตียม คือ เสื้อแจ็กเก็ตหนาปานกลางและผ้าด้านนอก ควรเป็นผ้าร่ม เผื่อจะเจอฝนครับ
-
เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน อุณหภูมิ 9-20 องศา เสื้อแจ็กเก็ตแบบบางและผ้าด้านนอกควรเป็นผ้าร่ม
-
เดือนกรกฎาคม-กลางเดือนกันยายน อุณหภูมิ 15-30 องศาฯ ช่วงเดี๋ยวร้อย เดี๋ยวฝน เสื้อแจ็กเก็ตแบบกันฝนได้ เสื้อยืด แขนสั้น กางเกงขาสั้น
-
เดอนตุลาคม - อุณหภูมิ 8 - 14 เสื้อแจ๊กเก๊ตแบบหนา
แผนการเที่ยวลอนดอนใน Trip นี้
วันที่ 1 (30 ธันวาคม 2551) เดินทางถึงลอนดอน Check In ที่พัก เทียวชมโบสถ์ Westminster, มหาวิหาร Westminster Abbey, อาคารรัฐสภาแห่งลอนดอน หอนาฬิกา Big Ben, ชมวิวลอนดอนแบบ Bird Eye View กับ London Eye ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ยักษ์อลังการ ต่อด้วย จัตุรัสทราฟัลการ์ (Tarfalgar Square), ไปหา Eros ที่ Piccadilly Circus, ดื่มกินเที่ยวราตรี ที่ Leicester Square และย่านโซโห China Town
วันที่ 2 (31 มกราคม 2552) ตื่นตาตื่นใจกับพระราชวังบักกิ้งแฮม (Buckingham Palace) ล่องเรือแม่น้ำเทมส์ (Thames River) ชมสะพาน Tower Bridge จุดหมายตา (Landmark) ที่สำคัญของกรุงลอนดอนยามค่ำคืน นั่งทานอาหารค่ำร้านหรูข้าง Tower of London ไป Count Down ที่ London Eye
วันที่ 3 ( 1มกราคม 2552) เข้าชมTower of london ต่อด้วย สะพาน Tower Bridge ช่วงเช้า เที่ยววิหาร St.Puals Catherdral นั่งรถเมล์สายเก่าแสนคลาสิค ชมหุ่นขี้ผึ้งที่พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซด์ เดินเล่นที่ Oxford Street
วันที่ 4 (2 มกราคม 2552) ย้อนประวัติศาสตร์กับ British Musuim ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมสมบัติล้ำค่า ไว้มากมาย ต่อด้วยเที่ยวห้างดังแถว ๆ ถนน Oxford Street ต่อด้วย Regent Street และปิดท้ายที่ถนน Carnaby Street
วันที่ 5 (3 มกราคม 2552) ไปชมสถาณที่ถ่ายทำภาพยนต์สุดโรแมนติก Notting Hill (ที่เจ๊จูเล่นอ่ะ) แวะตลาดนัด พอร์ทโทเบลโล (Portobello Market) ต่อด้วยหาของกินอร่อยๆ แถว Bayswater ลุยต่อที่พิพิธภัณฑ์ ก่อนยุคประวัติศาสร์ (Natural History Museum) ก่อนไปช๊อบกระจายที่ห้างดังแฮร์ร็อดส์ (Harrods)
วันที่ 6 (4 มกราคม 2552) ออกไปเที่ยวนอกเมือง เพื่อไปชมพระราชวังวินด์เซอร์อ๊อกซ์ฟอร์ดเชียร์ (Windsor Castle Oxfordshire)
วันที่ 7 (5 มกราคม 2552) เดินทางไปกรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม...โดยรถไฟยูโรสตาร์
ทุกปัญหามีทางออก... ปรึกษาสิงโตทาโร่ ทำนายดวงด้วยไพ่ยิปซี
วันที่ 1 (30 ธ.ค.51)
ผมเดินทางมาถึงสนามบินฮีทโทรว์ (Heathrow Airport) เข้าสู่ใจกลางกรุงลอนดอนโดยบริการรถไฟ ฮีทโทรว์เอ๊กซ์เพรส (Heathrow Express) ซึ่งจะวิ่งตรงจากสนามบินฮีทโทรว์ไปยังสถานีแพดดิงตั้น (Paddington Station) โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที ให้บริการตั้งแต่เวลา 0.500-24.00 น. ค่าตั๋ว 14.50 ปอนด์ ไป-กลับ 27 ปอนด์ โดยตัวสถานีอยู่ชั้นใต้ดินอาคารสนามบินครับ ถ้าเพื่อนๆ ซื้อตั๋วผ่าน www.heathrow express.com ก็จะได้รับส่วนลด 1 ปอนด์ ด้วยครับ ซึ่งการเดินทางโดยวิธีนี้ค่อนข้างแพงแต่สะดวก รวดเร็วดี หากอยากจะประหยัดหน่อยก็เดินทางโดยรถไฟใต้ดินครับ ซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อกับอาคารสนามบินทั้ง 4 อาคาร หาไม่ยากครับ มีป้ายบอกทางโดยตลอด หลังจากที่ผมเอาสัมภาระ ไปเก็บไว้ที่โรงแรมแบบ B&B แถวย่าน erl's court ต่อจากนั้นจึงนั่งรถไฟใต้ดินมาที่ Victoria Station ซึ่งเดินออกมาจาก สถานีก็จะเจอกับถนน Victoria Street ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงมุ่งสู่แม่น้ำเทมส์ หอนาฬิกา Big Ben และ London Eye
โบสถ์ประจำเขตเวสต์มินสเตอร์ (Westminter Cathedral)
ด้วยความที่ศึกษาแผนที่และข้อมูลการท่องเที่ยวมาอย่างดิบดี ประกอบกับระบบขนส่งมวลชนของกรุงลอนดอน ที่ผมต้องยกนิ้วให้ว่า สุดยอดจริงๆ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวกรุงลอนดอนครั้งนี้เหมือนราวกับว่าเคยอยู่มาสักสิบปีเห็นจะได้ มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า หลังจากที่ออกจากสถานีรถไฟใต้ดินและเข้าสู่ถนน Victoria แล้ว ให้เดินมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำเทมส์ เดินไปไม่ไกลนักเพื่อนจะเห็นโบสถ์ประจำเขตเวสต์มินสเตอร์ (Westminter Cathedral) อยู่ทางด้านขวามือ ซึ่งเป็นโบสถ์ อิฐสีแดงสลับขาว เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิก ที่ถูกออกแบโดย "จอห์น ฟรานซิส เบนต์ลีย์ (John Francis Benlay)" โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบแซนไทน์ของอิตาลี ภายในประดับประดาด้วยหินหลากสีสรร ค่าเข้าชมฟรี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.westminstercathedral.org.uk ที่เห็นอยู่ติดๆ กันแท่งสูงๆ เป็นหอระฆัง "แคมพานิลีทาวเวอร์" (Campanile Tower) เพื่อนๆ สามรถขึ้นไปดูวิวย่านเวสต์มินสเตอร์ และเบลเกรเวียได้ครับ แต่ต้องเสียค่าเข้าชม 2 ปอนด์



มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ Westminstre Abbey
เดินตรงต่อมาเรื่อย ๆ มุ่งหน้าสู่แม่น้ำเทมส์ ระหว่างที่เดินเพื่อนจะผ่านกลุ่มอาคารส่วนราชการหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานธนาคาร สำนักรองนายกรัฐมนตรี สำนักงานการค้าและอุตสาหกรรม เป็นต้น เดินมาได้พักใหญ่ก็จะเจอกับ มหาวิหาร Westminstre Abbey อยู่ทางด้านขวามือครับ อ้อฝั่งตรงข้ามซ้ายมือก่อนถึงมหาวิหารมีห้องน้ำสาธารณะซึ่งต้อง เสียเงินมีไว้บริการด้วยครับ ห้องน้ำจัดว่าสะอาดมาก ๆ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ถูก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เพื่อถวานแด่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด และถือว่าเป็นมหาวิหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 13- 16 ซึ่งมักจะใช้ เป็นสถานที่จัดงานสำคัญของบ้านเมือง เช่น พิธีราชาภิเษกของราชินีอลิธซาเบ็ธ งานพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า นอกจากนี้ ยังเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และราชวงศ์อีกหลายพระองค์
การเข้าชมมหาวิหารต้องเสียค่าเข้าชมด้วยครับ (ก็เหมือนกับเที่ยววัดพระแก้วบ้านเรา) เมื่อซื้อตั๋วกันแล้วก็เข้าไปชม ความงามของหมาวิหารได้เลยครับ โดยจุดที่ผมอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ไปดูก็คือ ห้องโถงสำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ (The Nave) ซึ่งเข้าประตูมาก็จะเจอพอดี ส่วนต่อมาก็จะเป็น Poet's Corner เป็นส่วนที่ไว้ระลึกถึงบคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เดินต่อมาก็จะเป็นโบสถ์ทรง 8 เหลี่ยม (Chapter House) สถาณที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประชุมรัฐสภาในศตวรรษที่ 14 ก่อนจะย้ายไปยังพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ในเวลาต่อมา และที่ที่ไม่ควรพลาดคือ พิพิธภัณฑ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (westminster Abbey Museum) ซึ่งเป็นบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิหารแห่งนี้ โดยภายในจะแสดงหุ่นรูปปั้นของ พระราชวงศ์และอุปรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่นี่เขาห้ามถ่ายรูปเป็นอันขาดครับ ต้องเข้าไปชมเอง (แต่ผมก็ได้หารูปทางอินเตอร์เน็ต มาให้เพื่อนดูด้วย) เพื่อนสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http://www.westminster-abbey.org สำหรับค่าเข้าชมคนละ 6 ปอนด์ครับ

อ้อนี่เป็นข้อมูลที่เป็น Highlight ของที่นี่ครับ http://www.westminster-abbey.org/visit-us/highlights ลองเข้าไปชมครับ

อาคารข้างๆ อ่ะครับ เห็นแปลกตาดีเลยถ่ายเก็บไว้

ห้องน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิหาร
เยื่อนอาคารรํฐสภาแห่งลอนดอน
ตอนที่กำลังเขียนกำลังจะม๊โปรแกรมหนังเกี่ยวกับ เชอร์ล็อก โฮมส์ (Sherlock Holmes) ซึ่งมีอาคารรัฐสภาและ Big Ben เป็นฉากหลังของเรื่อง ตอนดูภาพตัวอย่างก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปเดินเล่นแถวๆ นั้นครับ รู้สึกได้บรรยายกาศกว่าเมื่อก่อนที่ไม่ได้เคยไป ออกจากมหาวิหารเดินตรงไปด้านหลัง ก็จะเห็นอาคารรัฐสภา (Paiiament) อาคารรัฐสภาแห่งนี้เมื่อก่อนเป็นพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ นั่นเอง ในปี ค.ศ. 1512 เกิดไฟไหม้ จึงถูกปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นอาคารสภากลางและสภาขุนนาง และในปี ค.ศ.1834 ก็เกิดไฟไหม้ อีกครั้ง อาคารต่างๆ เสียหายจนเกือบหมด ยกเว้นส่วนที่เป็น Westminster Hall ,ห้องใต้ถุนโบสถ์ St. Stephen's และ Jewel Tower น่าเศร้าจริงๆ รัฐบาลอังกฤษจึงได้สร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยใช้สถาปัตยกรรรมโครงสร้างคลาสสิก แต่แกะสลักตกแต่งแบบโกธิก ซึ่งมีห้องกว่า 1000 ห้องเลยทีเดียว กว่าสร้างแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปที่ปี ค.ศ.1870 (ประมาณ 35 ปี ที่เดียว เหอๆ) ปัจจุบันใช้เป็นที่ประชุมสภาของบรรดานักการเมืองอังกฤษครับ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.parliament.uk/)
 
เจอแล้ว Big Ben + London Eye
จากด้านหน้าของอาคารรัฐสภาให้เพื่อนเดินเลียบย้อนมาสู่ถนนวิคทอเรียอีกครั้ง ก็จะพบหอนาฬิกา Big Ben ซึ่งหากหันหน้า เข้าแม่น้ำเทมส์ ทางด้านขวาก็จะเห็น อาคารรัฐสภาและ Big Ben อยู่ด้านหลังถัดออกไป Big Ben ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ของกรุงลอนดอนเลยครับ โดยหอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างภายหลังจากที่อาคารรัฐสภาสร้างเสร็จ ส่วนชื่อ Bid Ben ก็มาจากชื่อ ผู้ควบคุมการก่อสร้าง "Sir Benjamin Hall" แล้วเติมคำว่า Big ข้างหน้าซึ่งสื่อว่าใหญ่มากเห็นได้ชัดในระยะไกล สิ่งที่ผมประทับใจ อีกอย่างที่มาเที่ยวลอนดอนคือ ไม่ว่าไปที่ไหนจะเห็นนาฬิกาติดตามมุมตึก กลางตึกเต็มไปหมด เรียกว่าไม่ต้องใส่นาฬิกาเลยก็ได้ นอกจากบ้านเมืองที่สะอาดสะอาดกว่ากรุงเทพบ้านเราแล้ว..เมื่อชมความงามของ Big Ben เรียบร้อยแล้วก็ให้เดินข้ามไปอีกฝั่ง ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายรูปตรงนี้นานนะครับ ไปถ่ายรูปฝั่งโน้นสวยกว่า เชือผม สะพานที่เราจะข้ามแม่น้ำเทมส์ ณ จุดนี้ คือ สะพาน เวสต์มินสเตอร์ เป็นสะพานที่มีโครงสร้างแบบ Arch Bridge รถสามารถข้ามได้ครับ ระหว่าเดินข้ามหากมองไปทางด้านซ้ายก็จะเห็น ลอนดอนอาย (London Eye) ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ครับ ถ่ายรูป London Eye ที่มุมนี้ก็สวยดีครับเพราะเห็นได้ครอบคลุมทั้งหมด เดินมา จนสุดสะพาน เพือนจะเห็นสิงโตสำริด(เดาเอา) ซึ่งเขาเรียกว่าสิงโตฝั่งใต้ หรือ สิงโต South Bank เมื่อเจอเพื่อนก็ต้องถ่ายรูปสักหน่อย... เดินเลาะสะพานมาทางซ้ายจะมีร้านอาหารเยอะแยะไปหมด มีร้านแม็คโดนัลด์ด้วย เพื่อน ๆ ลองเดินเข้าไปข้างในจะมีร้านเกม ของเล่น ให้เล่นด้วยครับ หากใครมี London Pass ก็เข้าไปใช้บริการได้เลย ผมมานั่งจิบ Hot Chocolate ที่นี่ ว๊าวอร่อยจริง ๆ ครับ ปกติ ไม่ชอบดื่มนะครับ Chocolate นี่ ชอบดื่มแต่ไมโล โอวันติน แต่ที่ลอนดอนนี่อร่อยจริง ๆ เมื่อเข้ามาพักผ่อนกับการเดินทาง จนหายเหนื่อย แล้วก็ลุยกันต่อเพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ ออกจากร้านไปเก็บภาพสวย ๆ โดยฉากหลังจะเป็น สะพานเวสต์มินสเตอร์ แม่น้ำเทมส์ หอนาฬิกา Big Ben และอาคารรัฐสภา เรียกว่าถ่ายรูปที่เดียวครบองค์ครับ เมื่อถ่ายรูประดับสายตาปกติแล้ว ขึ้นไปถ่ายรูปมุมสูง Bird Eye View กับลอนดอนอายกันเลยดีกว่าครับ
 

ลอนดอนอาย หากจะเรียกแบบบ้านเราก็ "ชิงช้าสวรรค์ยักษ์" นั่นเองแหละครับ ในแต่ละกระเช้า ซึ่ง เขาทำเป็นรูปทรงรี ดังนั้นขอเรียกว่าแคปซูลจะดีกว่า ซึ่งจะเป็นประจกรอบด้านครับ สามารถมองวิวได้ 360 องศา สามารถบรรจุคนได้ถึง 25 คน ต่อแคบซูล เวลาในการหมุน 1 รอบใช้เวลา 30 นาที ขึ้นได้รอบเดียว ดังนั้นเวลขึ้นก็เล็งมุมดีๆนะครับ พลาดแล้วพลาดเลย ก่อนที่ จะขึ้นเพื่อน ๆ ต้องไปซื้อตั๋วราคาคนละ 12 ปอนด์ ซึ่งซื้อตั๋วแบบนี้ต้องต่อคิวรอนานครับ วันที่ผมไปคนเยอะมากเพื่อไม่ให้เสียเวลา เลยซื้อตั๋วแบบ Fast Track คือซื้อปุ๊บลัดคิวชาวบ้านไปเลย ซึ่งก็ราคาแพงขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าเพื่อนๆ คนใดอยากหรูกว่านั้น ก็สามารถซื้อตั๋วเหมาแคปซูลได้ครับ ซึ่งก็ต้องจ่ายเงินมากโขอยู่เหมือนกัน จะได้ไม่มีใครบัง ส่วนใหญ่ก็เอาไว้เป็นโปรแกรมหรูใน การฮันนีมูนของพวกคนรวยๆ ทั้งหลายครับ สำหรับราคาค่าตั๋วในแต่ละประเภทมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เพื่อน ๆ สามารถตรวจสอบ และจองตั๋วได้ที่ www.ba-londoneye.com เพราะราคามีการเปลี่ยนแปลงทุกปีครับ ตอนขึ้นลอนดอนอายหากมองไปทางขวามือ เพื่อนจะเห็นสะพาน Hungerford เป็นสะพานทีให้รถไฟฟ้าวิ่งข้ามแม่น้ำเทมส์ครับ เชื่อมระหว่างสถานี Water loo East กับ สถานี London Charing Cross ต่อมาในปี 1999 ได้มีการสร้างสะพานด้านข้างเพิ่มอีก 2 ข้าง ไว้ให้คนเดินข้ามโดยเฉพาะ แล้วตั้งชื่อว่าสะพานจูบิลี่นั่นเอง เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชครบ 60 ปี ของพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ในปี ค.ศ. 2002 (ในหลวงของเราครองราชครบ 60 ปี ในปี 2006) ที่น่าสนใจก็คือ เขายอมลงทุนสร้างสะพานคนเดินเพิ่มขึ้นมาใหม่ทั้งสองด้าน แทนด้านเดียว เพื่อให้เกิดความสวยงาม และใช้ประโยชน์ได้ดีในช่วงเทศกาล ไม่เหมือนบ้านเราที่ทำอะไรก็มักจะอ้างว่าไม่มี งบประมาณ (แต่เอางบของหลวงมาดูงานต่างประเทศ ไปตีกอล์ฟ อย่าให้บ่นเลย..ยาว ก็หวังว่าผลกรรมจะตามทันพวกมันสักวัน) และจุดนี่แหละครับพี่น้องที่เป็นมุมหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือบริเวณกลางสะพานหากมองไปทางด้านซ้ายเพื่อนก็จะเห็นลอนดอนอาย ด้านขวาก็จะเป็น Big Ben กับ อาคารรัฐสภา สวยมั๊กๆ ขอบอก พอเดินลงสะพานปุ๊บเพื่อนๆ จะพบกับสถานีรถไฟ Embankment ให้เพื่อน ๆ เดินเข้าสถานีแล้วจะเจอถนนหินเพื่อไปออกอีกด้าน ซึ่งจะเป็นถนน Strand Street เดินเลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปอีกหน่อย ก็จะถึงจตุรัสทราฟัลการ์ Trafalgar Square หรือหลัก กม.ที่ 0+000 ของกรุงลอนดอน (คล้ายๆ กับอนุสาวรีย์ชัยฯ บ้านเรา ที่กำหนดเป็นหลัก กม.ที่ 0+000 ถ้าจะถามว่าเชียงใหม่อยู่ห่างกรุ่งเทพเท่าไร ก็จะวัดจากจุดนี้แหละครับ) สำหรับจุดเด่นของที่นี่ คือจะมีเสาสูง 162 ฟุต ( 49 เมตร) แล้วมีรูปปั้นลอร์ดเนลสัน ผู้บัญชาการทหารที่มีชัยเหนือฝรั่งเศส (ข่มกันเข้าไป) ตั้งอยู่บนยอดเสา และที่ผมชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นรูปหล่อสิงโตสำริดตัวเขื่องวางอยู่ 4 ทิศ ส่วนใครที่ชอบด้านภาพวาด ด้านหลังอนุสาวรีย์จะมี National Gallery แสดงภาพสำคัญ ๆ อยู่ ส่วนผมเหนื่อยแล้ว อยากจะไปหา Eros มากกว่า เลยมุ่งไปที่พิกคาดิลลี่เซอร์คัส (Picadilly Circus) เพื่อจะไปถ่ายรูป Eros หรือกามเทพ นั่นเอง แถวนี้นอกจากจะมี Eros เป็นจุดเด่นแล้วก็มีป้าย LED ขนาดใหญ่ (สำหรับผมแล้วรู้สึกเฉย ๆ เคยเห็นใหญ่กว่านี้สวยกว่านี้มาแล้ว) หากเพื่อนนิยมชมชอบกีฬาก็ไม่ควรที่จะพลาดไปร้าน ลิลลี่ ไวท์ (Lilly white) เพราะร้านนี้มีของเกี่ยวกีฬามากมาย โดยเฉพาะพวกที่เป็นแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ชิฟ เดินเที่ยวมาจนเหนื่อยแล้ว ต้องไป หาของทานสักหน่อย ไปนี่เลยครับ Leicester Square หรือสยามสแควร์บ้านเรา ที่นี่มีของให้เลือกรับประทานมากมาย มีทั้งที่ถูก พอทานได้ และที่แพงแบบเสียเงิน เพื่อน ๆ ก็ลองเดินให้ทั่วนะครับและเลือกสรรหารับประทานเอาเอง สำหรับผมก็ไปทานอาหาร จีนแถวๆ โซโห ทานแบบบุฟเฟ อาหารก็ไม่มีอะไรมากก็แค่ ผักทอด เต้าหูผัด เนื้อหมู เนื้อไก่ มื้อนึงก็ประมาณ 150 บาท อะไร ๆ ที่ลอนดอนนี่ผมชอบเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรื่องอาหารนี่แหละ คือผมเปรียบเทียบการทานข้าวแบบธรรมดาคือ ปกติทั่วไป ที่คนธรรมดาเขาทานกัน ผมว่าอยู่เมืองไทยสบายกว่ากันเยอะ ได้กินของดี ๆ อิ่ม สบายกว่ากันเยอะ อ้อลืมบอกไปมาเที่ยว ช่วงหน้าหนาวนี่จะมืดไวหน่อยครับ แค่บ่าย 4 โมง ก็เหมือน 1 ทุ่มบ้านเราเลย (เคยดูหนังเรื่อง Devil & Angel มีอยู่ตอนหนึ่งที่ พระเอกนางเอกต้องรีบไปช่วยพระให้ทันก่อน 2 ทุ่ม แต่เราดูในหนังนะอย่างกับช่วงบ่าย แสดงว่าช่วงนั้นน่าจะเป็นหน้าร้อน นึก ๆ ไปทางยุโรบนี่เวลายังแปรปรวนแหะ หมายความว่าช่วงเวลานี้บางฤดูมืด บางฤดูสว่าง ไม่เหมือนแถวบ้านเราเวลามืดกับสว่าง ค่อนข้างจะมีความแน่นอน คือ ถ้า 1 ทุ่มก็เริ่มมืดแล้วเป็นอย่างนี้ตลอดปี ตลอดชาติ 555)
ทุกปัญหามีทางออก... ปรึกษาสิงโตทาโร่ ทำนายดวงด้วยไพ่ยิปซี
วันที่ 2 (31 มกราคม 2552) ตื่นตาตื่นใจกับพระราชวังบักกิ้งแฮม (Buckingham Palace) ล่องเรือแม่น้ำเทมส์ (Thames River) ชมสะพาน Tower Bridge จุดหมายตา (Landmark) ที่สำคัญของกรุงลอนดอนยามค่ำคืน นั่งทานอาหารค่ำร้านหรูข้าง Tower of London ไป Count Down ที่ London Eye
ตื่นเช้ามาก็ออกมาที่ห้องรวมรับประทานอาหารของโรงแรมที่ผมไปพัก (เป็นโรงแรมแบบ B&B เพราะเน้นพักถูก เก็บเงิน ไว้เที่ยว ไว้กินดีกว่า) ....อาหารที่ทานก็เป็น English Breakfast ซึ่งมีเพียงขนมปังปิ้ง ไข่ดาวแล้วก็ไส้กรอก ฝรั้งโต๊ะข้างเห็น English Breakfast ของเราดูแล้วไม่น่าทาน เลยสั่งเป็น Continental Breakfast ซึ่งป้าที่เป็นแม่ครัวที่นั่น ก็ดัดแปลงเมนูของแกให้ เป็นดังที่ใจฝรั่งโต๊ะนั้นต้องการ โดยเอาไส้กรอกออก แล้วเพิ่มไข่ดาวเป็น 2 ฟองเป็นอันเสร็จพิธี พวกเราหันไปเห็นเข้าก็อดหัวเราะไม่ได้ (เอากับป้าแกดิ) เมื่อทานอาหารเสร็จต้องเหน็ดเหนื่อยกับการแต่งตัว เพราะใส่หลายชั้นมาก อย่างผมก็ Longjohn 2 ตัว แล้วกางเกงวอร์ม 1 ตัวแล้วทับตามด้วยกางเกงยืน ส่วนด้านบนก็เสื้อกล้าม เสื้อยืด 2 ตัว (แขนสั่น 1 แขนยาว 1 )แล้วตามด้วย เสื้อกันหนาว เมื่อแต่งตัวป้องกันความหนาวเสร็จ ก็ไปที่สถานีรถไฟฟ้ามุ่งไปลงที่สถานี St.James Park จากจุดนี้ผมเดินย้อนมา ที่จตุรัสทราฟัลกราที่มาเมื่อวาน เพื่อเดินเข้าสู่ถนนที่เรียกว่า The Mall gx เพื่อมุ่งตรงไปพระราชวังบักกิ้งแฮม ก่อนที่จะถึง พระราชวังบักกิ้งแฮม ผมก็มาถึงสวนสาธาณะ St.James Park ก่อน ซึ่งที่สวนแห่งนี้ชาวลอนดอนมักจะมาพักผ่อน ทานข้าวกลางวัน กันครับ ระหว่างที่เดินมุ่งหน้าไปที่อนุสาวรีย์พระนางเจ้าวิกตอเรีย (อนุสาวรีย์สีขาวที่สร้างเป็นเกียรติแด่พระนางเจ้าวิกตอเรีย หน้าพระราชวังบักกิ้งแฮม) ผมเห็นขบวนทหารม้าที่เขากำลังจะมาผลัดเปลี่ยนเวรยามที่หน้าวังเลยถ่ายรูปเอาไว้ คนดูเยอะมากเลยไม่รู้ว่าพี่ลูกหมีหายไปไหน แต่ด้วยที่เราสองคนมีโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อกันได้เลยไม่กลัวเรื่องหลง (ผมคิดไปเอง) ผมเดินอย่างไม่สนใจใครปล่อยอารมณ์ให้ดื่มด่ำกันการเที่ยวชาติตะวันตกครั้งแรกในชีวิตของผม..เดินไปเดินมาก็ได้เห็นกระรอกน้อย เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้เพื่อบันทึกความสุขเมื่อได้เยือนที่แห่งนี้ ผมเดินมาเรื่อยๆ ก็มาถึงอนุสาวรีย์สีขาว เห็นรูปปั้นพระนางเจ้าวิกตอเรีย ขนาดใหญ่ในท่านั่ง ดูแล้วมีความโอบอ้อมอารีย์และมีความน่าเกรงขามอยู่ในตัว เหลือบขึ้นไปเห็นนางฟ้าอยู่บนยอด น่าจะเป็นเทพี แห่งชัยชนะที่ชื่อ วิคตอเรีย นั่นแหละ ผมเดินไปถ่ายมุมโน้นมุมนี้ มาเที่ยวที่อังกฤษนี่ เจอเพื่อนเยอะ (รูปปั้นสิงโต) เลยประทับใจใหญ่ เจอเป็นไม่ได้ต้องเข้าไปถ่ายรูป ดูรายละเอียดรูปปั้น เขาเก็บรายละเอียดได้ดีมากเลยครับ เพราะเมื่อผมเดินไปถ่ายรูปด้านหลังของสิงโต ผมก็จะเจอ "ไข่" ของมัน (แอบอมยิ้มนิดหนึง..) เดินถ่ายรูปอย่างสนใจเก็บรายละเอียด พี่ลูกหมีก็เดินมา แกบอกว่าเมื่อกี้วิ่งตาม ขบวนทหารม้าไป แล้วก็ต่อว่าผม(เหมือนหมีกินผึ้ง) แล้วก็แยกย้ายไปเก็บภาพตามระเบียบโดยผมจะบอกพี่ลูกหมีว่า เดี๋ยวเขาจะมีพิธี เปลี่ยนเวรยามนะ ให้รอถ่ายรูปด้วย ซึ่งตอนนั้นคนที่มาดูเยอะมาก ๆ แดดก็แรง แต่หนาวสุด ๆ ระหว่างที่รอก็จะมีขบวนพาเหรด ทหารเริ่มมากันนักท่องเที่ยวไม่ให้เดินมั่ว โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นถนน โดยระหว่างที่รอพิธีที่ว่า ผมก็แอบมองคนหน้าตาดี หุ่นดี ไปเรื่อย ๆ เป็นอาหารตา และแล้วผมก็ทนความหนาวไม่ไหว และติดต่อพี่ลูกหมีไม่ได้ ระหว่างนั้นเมฆหนามากสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มี เลยติดต่อพี่ลูกหมีไม่ได้ เลยตัดสินใจลุยเดียว เดินจากพระราชวังบักกิ้งแฮม เลยต้องรีบไปหลบหนาวที่สถานี St.James Park แต่หลบอยู่ทางเข้ารถไฟฟ้าใต้ดินก็ยังไม่หายหนาว เลยตัดสินใจเดินต่อข้ามสะพานเวสต์มินเตอร์ เพื่อไปยังร้านค้าข้าง Mcdonald's ไปนั่งจิบ Hot Chocolate รอแล้วกัน ไม่นานก็สามรถติดต่อพี่ลูกหมีได้ ก็บอกให้พี่เดินข้ามแม่น้ำมา พอพี่ลูกหมีมาถึงก็บ่นเหมือนไปกินผึ้งมา (หมีกินผึ้ง) และนัดแนะกันว่า ต่อไปนี้หากหลงกันเราจะไปยืนรอกันที่ที่เห็นกันครั้งสุดท้าย หมายถึงหันหน้ามาเจอกัน (กรณีสัญญาณใช้ไม่ได้) หลังจากนั้นเราสองคนก็เดินทางข้ามแม่น้ำเทมส์อีกรอบเพื่อไปขึ้นเรือล่องแม่น้ำเทมส์ฝั่งตรงข้าม สำหรับเรือล่องแม่น้ำเทมส์ที่เปิดให้บริการนั้นมีอยู่หลายบริษัทครับ ซึ่งมีราคาไม่แตกต่างกันมาก ส่วนผมนั้นใช้บริการของบริทซิตี้ครูชส์ เพื่อนๆ ที่มีบัตรออยส์เตอร์การ์ดสามารถนำมาเป็นส่วนลดได้ด้วย และบริษัทนี้ก็จอดเทียบท่าไม่มากทำให้ไม่เสียเวลาเดินทางครับ เพราะเขาจะจอดแค่ 4 ท่า คือ ท่าเรือเวสมินส์เตอร์ (Westminster Pier) ท่าเรือวอเตอร์ลูมิลเลเนี่ยม (Waterloo Millenium) ท่าเรือหอคอย (Tower Pier) และท่าเรือกรีนิช (Greenwich Pier) สำหรับผมบ่ายวะนนี้จุดหมายปลายทางคือ สะพาน Tower Bridge ซึ่งต้องไปลงที่ท่าเรือ Towe Pier ระหว่างที่นั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือ ก็ชิมวิวทิวทัศน์ของสองฝั่งแม่น้ำเทมส์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้ถึงสถาณที่ต่างๆ ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ถามพี่ลูกหมีบ้าง โดยเรือจะแล่นลอดผ่านสะพาน Hungerford Foot Bridge ที่เราไปมาแล้วในวันแรก จากนั้นด้านถนนซ้ายมือจะเป็นถนนริมน้ำ เรียกว่า Victoria Embankment ถัดไปคือ Waterloo Bridge ส่วนด้านขวามือจะเป็นอาคารอีอกโซทาวเวอร์ Oxo Tower ถัดมาคือสะพาน Blackfriars Bridge และติดๆกันคือสะพาน Millenium Bridge เลยมาอีกนิดจะเป็น Southwark Bridge และ Southwark Cathedral จากนั้นเรือก็จะเล่นผ่านสะพานลอนดอน London Bridge ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์แห่งแรกของลอนดอน และก็ถึงจุดหมายปลายทางหอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) ด้านซ้ายมือ ถัดไปก็จะเป็นสะพาน Tower Bridge สัญลักษณือีกแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน ผมลงจากเรือที่ที่เรือ Tower Pier เพื่อเดินไปชมความงามและถ่ายภาพร่วมกับ Tower Of London และ Tower Bridge ซึ่งถนนที่เรากำลังยืนอยู่นี้เป็นถนนหินเรียงริมฝั่งแม่น้ำ บรรยากาศสองฝากฝั่งงดงามมากสุดที่จะบรรยาย หลังจากที่พระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว อากาศในช่วงกลางคืน ( ประมาณ 17.00 น.) ช่างหนาวเย็นยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่ไหนๆมาแล้วก็ต้องอดทนไปยืนเก็กถ่ายรูปกันให้คุ้มค่าที่สุด และจึงไปทานอาหารที่ร้านอาหารสุดหรูข้าง Tower of London นั่นแหละ บริการหนุ่มอังกฤษหน้าตาดีก็มาคอยให้บริการพวกเราสองคน ซึ่งสั่งอาหารมาทานอย่างเต็มอิ่ม และตามด้วย Hot Chocolate ของโปรดตามเคย..(ก็มันหนาวอ่ะ) หลังจากที่อิ่มหมีพีมันแล้ว ผมสองคนรีบนั่งรถไฟฟ้ากลับไปที่สะพานเวสต์มินเตอร์ เพื่อไปจับจองที่นั่ง หามุมเหมาะๆ เพื่อเตรียมตัวรอ Count Down 2009 กันแถวๆ London Eye จำได้ว่าเรามาถึงที่นี่กันประมาณ 20.00 น. หนุ่มสาวชาวลอนดอน พร้อมทั้งยักท่องเที่ยวชาวต่างชาติออกมาออกัน เพื่อจับจองที่ที่เหมาะแก่การถ่ายภาพ London Eye ให้ดีที่สุด ยิ่งเริ่มดึกคนก็ยิ่งแน่น เราคนแปลกถิ่นไม่รู้ว่าจะต้องไปซื้อของขบเคียวมาทานระหว่างรอได้จากที่ไหนในระแวกนั้น ก็ได้แต่ยืนทนหนาวกับเหล่ชาวบ้านรอเวลาไป ระหว่างที่ยืนรออยู่นั้น ก็มีหนุ่มน้อย สาวน้อยชาวลอนดอน มายืนกอดรัดดูดปากกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่เกรงใจผมชาวต่าชาติหัวดำๆ เอาซะเลย เนื่องจากผมอยู่ใกล้คู่นี้มากที่สุด เจอแบบนี้ก็อดหน้าแดงเขินแทนแกมอิจฉาไม่ได้ มองไปรอบๆข้างมีเด็กสาวฝรั่งยิ้มให้แล้วหัวเราะเบาๆ ประมาณว่าอิจฉาโน๊ะ ผมก็ยิ้มตอบให้ หลังจากที่หนุ่มสาวคู่นั้นดูดดื่มกันระยะหนึ่ง ไม่รู้ว่าทนหนาวไม่ได้หรืออย่างไร หรือไปหาทำเลใหม่ให้เหมาะแก่การฉลองปีใหม่ปีนี้ หลังจากที่ยืนรอเวลา Count Down จนเมื่อยแล้วจึงเปลี่ยนอริยาบถไปนั่งบ้าง พอนั่งปุ๊บก็ถึงบางอ้อว่าสองหนุ่มสาวทำไมจึงรีบไปเช่นนั้น เนื่องจากผมเห็น OB ผ้าอนามัยแบบแท่งชุ่มไปด้วยเลือดกองอยู่ ก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นกอดรัดฝัดเหวี่ยงกันท่าไหน OB จึงกระเด็นออกมาอยู่ตรงนี้ได้ .. ผมเลยต้องขยับที่ไปให้ไกลจากจุดนั้นหน่อยเนื่องจากรับไม่ได้จริงๆ และแล้ววิบากกรรมก็มาเกิดขึ้น เมือผมเกิดปวดท้องอึกระทันหัน เวลาประมาณ 22.00 น. ผมพยายามฝืนทน เพราะเกรงว่าจะได้ได้ Count Down เริ่มบ่นเพราะหน่าวสุดๆ เรื่องปวดอึผมยังพอทนได้ แต่พี่ลูกหมีแกทนหนาวไม่ไหวแล้วและเริ่มจะโมโหผมที่ยังไม่ยอมกลับสักที เพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดผมจึงต้องยอมแพ้และเริ่มเดินออกไปจากจุดนั้นในเวลา 23.00 น.โดยประมาณ เนื่องจากเป็นวันสิ้นปี มีผู้คนออกมามากมายรถไฟฟ้าในกรุงลอนดอนปิดให้บริการหมด (แปลกจัง ถ้าเป็นบ้านเรามีแต่จะเปิดให้บริการ) ดังนั้นจึงมีแต่คนเดินบนท้องถนนกันค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้ผมและพี่ลูกหมีจึงต้องใช้บริการรถเมล์เพื่อกลับไปยังที่พัก พอถึงที่พักผมก็รีบเข้าห้องน้ำ ซึ่งเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขากำลังเริ่มนับ Count Down (ดูใน TV) ผมจึงร่วม Count Down กับเขาด้วย โดยเฉพาะเมื่อนับถึงแปด ผมก็นับ แปลดดดดด.... มายังดัง ซึ่งถือว่าเป็นการ Count Down ที่ได้ทิ้งความทุกข์ไว้เบื้องหลัง และได้รับความสุขกลับคืนมาหลังจากนับจบทันที.. อิอิ
ทุกปัญหามีทางออก... ปรึกษาสิงโตทาโร่ ทำนายดวงด้วยไพ่ยิปซี
วันที่ 3 ( 1มกราคม 2552) เข้าชมTower of london ต่อด้วย สะพาน Tower Bridge ช่วงเช้า เที่ยววิหาร St.Puals Catherdral นั่งรถเมล์สายเก่าแสนคลาสิค ชมหุ่นขี้ผึ้งที่พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซด์ เดินเล่นที่ Oxford Street
|