|
Page 2 of 4
วันที่ 1 (30 ธ.ค.51)
ผมเดินทางมาถึงสนามบินฮีทโทรว์ (Heathrow Airport) เข้าสู่ใจกลางกรุงลอนดอนโดยบริการรถไฟ ฮีทโทรว์เอ๊กซ์เพรส (Heathrow Express) ซึ่งจะวิ่งตรงจากสนามบินฮีทโทรว์ไปยังสถานีแพดดิงตั้น (Paddington Station) โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 15-20 นาที ให้บริการตั้งแต่เวลา 0.500-24.00 น. ค่าตั๋ว 14.50 ปอนด์ ไป-กลับ 27 ปอนด์ โดยตัวสถานีอยู่ชั้นใต้ดินอาคารสนามบินครับ ถ้าเพื่อนๆ ซื้อตั๋วผ่าน www.heathrow express.com ก็จะได้รับส่วนลด 1 ปอนด์ ด้วยครับ ซึ่งการเดินทางโดยวิธีนี้ค่อนข้างแพงแต่สะดวก รวดเร็วดี หากอยากจะประหยัดหน่อยก็เดินทางโดยรถไฟใต้ดินครับ ซึ่งมีทางเดินเชื่อมต่อกับอาคารสนามบินทั้ง 4 อาคาร หาไม่ยากครับ มีป้ายบอกทางโดยตลอด หลังจากที่ผมเอาสัมภาระ ไปเก็บไว้ที่โรงแรมแบบ B&B แถวย่าน erl's court ต่อจากนั้นจึงนั่งรถไฟใต้ดินมาที่ Victoria Station ซึ่งเดินออกมาจาก สถานีก็จะเจอกับถนน Victoria Street ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงมุ่งสู่แม่น้ำเทมส์ หอนาฬิกา Big Ben และ London Eye
โบสถ์ประจำเขตเวสต์มินสเตอร์ (Westminter Cathedral)
ด้วยความที่ศึกษาแผนที่และข้อมูลการท่องเที่ยวมาอย่างดิบดี ประกอบกับระบบขนส่งมวลชนของกรุงลอนดอน ที่ผมต้องยกนิ้วให้ว่า สุดยอดจริงๆ ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวกรุงลอนดอนครั้งนี้เหมือนราวกับว่าเคยอยู่มาสักสิบปีเห็นจะได้ มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า หลังจากที่ออกจากสถานีรถไฟใต้ดินและเข้าสู่ถนน Victoria แล้ว ให้เดินมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำเทมส์ เดินไปไม่ไกลนักเพื่อนจะเห็นโบสถ์ประจำเขตเวสต์มินสเตอร์ (Westminter Cathedral) อยู่ทางด้านขวามือ ซึ่งเป็นโบสถ์ อิฐสีแดงสลับขาว เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิก ที่ถูกออกแบโดย "จอห์น ฟรานซิส เบนต์ลีย์ (John Francis Benlay)" โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบแซนไทน์ของอิตาลี ภายในประดับประดาด้วยหินหลากสีสรร ค่าเข้าชมฟรี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.westminstercathedral.org.uk ที่เห็นอยู่ติดๆ กันแท่งสูงๆ เป็นหอระฆัง "แคมพานิลีทาวเวอร์" (Campanile Tower) เพื่อนๆ สามรถขึ้นไปดูวิวย่านเวสต์มินสเตอร์ และเบลเกรเวียได้ครับ แต่ต้องเสียค่าเข้าชม 2 ปอนด์



มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ Westminstre Abbey
เดินตรงต่อมาเรื่อย ๆ มุ่งหน้าสู่แม่น้ำเทมส์ ระหว่างที่เดินเพื่อนจะผ่านกลุ่มอาคารส่วนราชการหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานธนาคาร สำนักรองนายกรัฐมนตรี สำนักงานการค้าและอุตสาหกรรม เป็นต้น เดินมาได้พักใหญ่ก็จะเจอกับ มหาวิหาร Westminstre Abbey อยู่ทางด้านขวามือครับ อ้อฝั่งตรงข้ามซ้ายมือก่อนถึงมหาวิหารมีห้องน้ำสาธารณะซึ่งต้อง เสียเงินมีไว้บริการด้วยครับ ห้องน้ำจัดว่าสะอาดมาก ๆ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ถูก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิก เพื่อถวานแด่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด และถือว่าเป็นมหาวิหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอังกฤษ ในช่วงศตวรรษที่ 13- 16 ซึ่งมักจะใช้ เป็นสถานที่จัดงานสำคัญของบ้านเมือง เช่น พิธีราชาภิเษกของราชินีอลิธซาเบ็ธ งานพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า นอกจากนี้ ยังเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และราชวงศ์อีกหลายพระองค์
การเข้าชมมหาวิหารต้องเสียค่าเข้าชมด้วยครับ (ก็เหมือนกับเที่ยววัดพระแก้วบ้านเรา) เมื่อซื้อตั๋วกันแล้วก็เข้าไปชม ความงามของหมาวิหารได้เลยครับ โดยจุดที่ผมอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ไปดูก็คือ ห้องโถงสำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ (The Nave) ซึ่งเข้าประตูมาก็จะเจอพอดี ส่วนต่อมาก็จะเป็น Poet's Corner เป็นส่วนที่ไว้ระลึกถึงบคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ เดินต่อมาก็จะเป็นโบสถ์ทรง 8 เหลี่ยม (Chapter House) สถาณที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประชุมรัฐสภาในศตวรรษที่ 14 ก่อนจะย้ายไปยังพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ในเวลาต่อมา และที่ที่ไม่ควรพลาดคือ พิพิธภัณฑ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (westminster Abbey Museum) ซึ่งเป็นบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดของมหาวิหารแห่งนี้ โดยภายในจะแสดงหุ่นรูปปั้นของ พระราชวงศ์และอุปรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่นี่เขาห้ามถ่ายรูปเป็นอันขาดครับ ต้องเข้าไปชมเอง (แต่ผมก็ได้หารูปทางอินเตอร์เน็ต มาให้เพื่อนดูด้วย) เพื่อนสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http://www.westminster-abbey.org สำหรับค่าเข้าชมคนละ 6 ปอนด์ครับ

อ้อนี่เป็นข้อมูลที่เป็น Highlight ของที่นี่ครับ http://www.westminster-abbey.org/visit-us/highlights ลองเข้าไปชมครับ

อาคารข้างๆ อ่ะครับ เห็นแปลกตาดีเลยถ่ายเก็บไว้

ห้องน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิหาร
เยื่อนอาคารรํฐสภาแห่งลอนดอน
ตอนที่กำลังเขียนกำลังจะม๊โปรแกรมหนังเกี่ยวกับ เชอร์ล็อก โฮมส์ (Sherlock Holmes) ซึ่งมีอาคารรัฐสภาและ Big Ben เป็นฉากหลังของเรื่อง ตอนดูภาพตัวอย่างก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปเดินเล่นแถวๆ นั้นครับ รู้สึกได้บรรยายกาศกว่าเมื่อก่อนที่ไม่ได้เคยไป ออกจากมหาวิหารเดินตรงไปด้านหลัง ก็จะเห็นอาคารรัฐสภา (Paiiament) อาคารรัฐสภาแห่งนี้เมื่อก่อนเป็นพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ นั่นเอง ในปี ค.ศ. 1512 เกิดไฟไหม้ จึงถูกปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นอาคารสภากลางและสภาขุนนาง และในปี ค.ศ.1834 ก็เกิดไฟไหม้ อีกครั้ง อาคารต่างๆ เสียหายจนเกือบหมด ยกเว้นส่วนที่เป็น Westminster Hall ,ห้องใต้ถุนโบสถ์ St. Stephen's และ Jewel Tower น่าเศร้าจริงๆ รัฐบาลอังกฤษจึงได้สร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นมาทดแทน โดยใช้สถาปัตยกรรรมโครงสร้างคลาสสิก แต่แกะสลักตกแต่งแบบโกธิก ซึ่งมีห้องกว่า 1000 ห้องเลยทีเดียว กว่าสร้างแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปที่ปี ค.ศ.1870 (ประมาณ 35 ปี ที่เดียว เหอๆ) ปัจจุบันใช้เป็นที่ประชุมสภาของบรรดานักการเมืองอังกฤษครับ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.parliament.uk/)
 
เจอแล้ว Big Ben + London Eye
จากด้านหน้าของอาคารรัฐสภาให้เพื่อนเดินเลียบย้อนมาสู่ถนนวิคทอเรียอีกครั้ง ก็จะพบหอนาฬิกา Big Ben ซึ่งหากหันหน้า เข้าแม่น้ำเทมส์ ทางด้านขวาก็จะเห็น อาคารรัฐสภาและ Big Ben อยู่ด้านหลังถัดออกไป Big Ben ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ของกรุงลอนดอนเลยครับ โดยหอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างภายหลังจากที่อาคารรัฐสภาสร้างเสร็จ ส่วนชื่อ Bid Ben ก็มาจากชื่อ ผู้ควบคุมการก่อสร้าง "Sir Benjamin Hall" แล้วเติมคำว่า Big ข้างหน้าซึ่งสื่อว่าใหญ่มากเห็นได้ชัดในระยะไกล สิ่งที่ผมประทับใจ อีกอย่างที่มาเที่ยวลอนดอนคือ ไม่ว่าไปที่ไหนจะเห็นนาฬิกาติดตามมุมตึก กลางตึกเต็มไปหมด เรียกว่าไม่ต้องใส่นาฬิกาเลยก็ได้ นอกจากบ้านเมืองที่สะอาดสะอาดกว่ากรุงเทพบ้านเราแล้ว..เมื่อชมความงามของ Big Ben เรียบร้อยแล้วก็ให้เดินข้ามไปอีกฝั่ง ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายรูปตรงนี้นานนะครับ ไปถ่ายรูปฝั่งโน้นสวยกว่า เชือผม สะพานที่เราจะข้ามแม่น้ำเทมส์ ณ จุดนี้ คือ สะพาน เวสต์มินสเตอร์ เป็นสะพานที่มีโครงสร้างแบบ Arch Bridge รถสามารถข้ามได้ครับ ระหว่าเดินข้ามหากมองไปทางด้านซ้ายก็จะเห็น ลอนดอนอาย (London Eye) ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ครับ ถ่ายรูป London Eye ที่มุมนี้ก็สวยดีครับเพราะเห็นได้ครอบคลุมทั้งหมด เดินมา จนสุดสะพาน เพือนจะเห็นสิงโตสำริด(เดาเอา) ซึ่งเขาเรียกว่าสิงโตฝั่งใต้ หรือ สิงโต South Bank เมื่อเจอเพื่อนก็ต้องถ่ายรูปสักหน่อย... เดินเลาะสะพานมาทางซ้ายจะมีร้านอาหารเยอะแยะไปหมด มีร้านแม็คโดนัลด์ด้วย เพื่อน ๆ ลองเดินเข้าไปข้างในจะมีร้านเกม ของเล่น ให้เล่นด้วยครับ หากใครมี London Pass ก็เข้าไปใช้บริการได้เลย ผมมานั่งจิบ Hot Chocolate ที่นี่ ว๊าวอร่อยจริง ๆ ครับ ปกติ ไม่ชอบดื่มนะครับ Chocolate นี่ ชอบดื่มแต่ไมโล โอวันติน แต่ที่ลอนดอนนี่อร่อยจริง ๆ เมื่อเข้ามาพักผ่อนกับการเดินทาง จนหายเหนื่อย แล้วก็ลุยกันต่อเพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ ออกจากร้านไปเก็บภาพสวย ๆ โดยฉากหลังจะเป็น สะพานเวสต์มินสเตอร์ แม่น้ำเทมส์ หอนาฬิกา Big Ben และอาคารรัฐสภา เรียกว่าถ่ายรูปที่เดียวครบองค์ครับ เมื่อถ่ายรูประดับสายตาปกติแล้ว ขึ้นไปถ่ายรูปมุมสูง Bird Eye View กับลอนดอนอายกันเลยดีกว่าครับ
 

ลอนดอนอาย หากจะเรียกแบบบ้านเราก็ "ชิงช้าสวรรค์ยักษ์" นั่นเองแหละครับ ในแต่ละกระเช้า ซึ่ง เขาทำเป็นรูปทรงรี ดังนั้นขอเรียกว่าแคปซูลจะดีกว่า ซึ่งจะเป็นประจกรอบด้านครับ สามารถมองวิวได้ 360 องศา สามารถบรรจุคนได้ถึง 25 คน ต่อแคบซูล เวลาในการหมุน 1 รอบใช้เวลา 30 นาที ขึ้นได้รอบเดียว ดังนั้นเวลขึ้นก็เล็งมุมดีๆนะครับ พลาดแล้วพลาดเลย ก่อนที่ จะขึ้นเพื่อน ๆ ต้องไปซื้อตั๋วราคาคนละ 12 ปอนด์ ซึ่งซื้อตั๋วแบบนี้ต้องต่อคิวรอนานครับ วันที่ผมไปคนเยอะมากเพื่อไม่ให้เสียเวลา เลยซื้อตั๋วแบบ Fast Track คือซื้อปุ๊บลัดคิวชาวบ้านไปเลย ซึ่งก็ราคาแพงขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าเพื่อนๆ คนใดอยากหรูกว่านั้น ก็สามารถซื้อตั๋วเหมาแคปซูลได้ครับ ซึ่งก็ต้องจ่ายเงินมากโขอยู่เหมือนกัน จะได้ไม่มีใครบัง ส่วนใหญ่ก็เอาไว้เป็นโปรแกรมหรูใน การฮันนีมูนของพวกคนรวยๆ ทั้งหลายครับ สำหรับราคาค่าตั๋วในแต่ละประเภทมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เพื่อน ๆ สามารถตรวจสอบ และจองตั๋วได้ที่ www.ba-londoneye.com เพราะราคามีการเปลี่ยนแปลงทุกปีครับ ตอนขึ้นลอนดอนอายหากมองไปทางขวามือ เพื่อนจะเห็นสะพาน Hungerford เป็นสะพานทีให้รถไฟฟ้าวิ่งข้ามแม่น้ำเทมส์ครับ เชื่อมระหว่างสถานี Water loo East กับ สถานี London Charing Cross ต่อมาในปี 1999 ได้มีการสร้างสะพานด้านข้างเพิ่มอีก 2 ข้าง ไว้ให้คนเดินข้ามโดยเฉพาะ แล้วตั้งชื่อว่าสะพานจูบิลี่นั่นเอง เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชครบ 60 ปี ของพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ในปี ค.ศ. 2002 (ในหลวงของเราครองราชครบ 60 ปี ในปี 2006) ที่น่าสนใจก็คือ เขายอมลงทุนสร้างสะพานคนเดินเพิ่มขึ้นมาใหม่ทั้งสองด้าน แทนด้านเดียว เพื่อให้เกิดความสวยงาม และใช้ประโยชน์ได้ดีในช่วงเทศกาล ไม่เหมือนบ้านเราที่ทำอะไรก็มักจะอ้างว่าไม่มี งบประมาณ (แต่เอางบของหลวงมาดูงานต่างประเทศ ไปตีกอล์ฟ อย่าให้บ่นเลย..ยาว ก็หวังว่าผลกรรมจะตามทันพวกมันสักวัน) และจุดนี่แหละครับพี่น้องที่เป็นมุมหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือบริเวณกลางสะพานหากมองไปทางด้านซ้ายเพื่อนก็จะเห็นลอนดอนอาย ด้านขวาก็จะเป็น Big Ben กับ อาคารรัฐสภา สวยมั๊กๆ ขอบอก พอเดินลงสะพานปุ๊บเพื่อนๆ จะพบกับสถานีรถไฟ Embankment ให้เพื่อน ๆ เดินเข้าสถานีแล้วจะเจอถนนหินเพื่อไปออกอีกด้าน ซึ่งจะเป็นถนน Strand Street เดินเลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปอีกหน่อย ก็จะถึงจตุรัสทราฟัลการ์ Trafalgar Square หรือหลัก กม.ที่ 0+000 ของกรุงลอนดอน (คล้ายๆ กับอนุสาวรีย์ชัยฯ บ้านเรา ที่กำหนดเป็นหลัก กม.ที่ 0+000 ถ้าจะถามว่าเชียงใหม่อยู่ห่างกรุ่งเทพเท่าไร ก็จะวัดจากจุดนี้แหละครับ) สำหรับจุดเด่นของที่นี่ คือจะมีเสาสูง 162 ฟุต ( 49 เมตร) แล้วมีรูปปั้นลอร์ดเนลสัน ผู้บัญชาการทหารที่มีชัยเหนือฝรั่งเศส (ข่มกันเข้าไป) ตั้งอยู่บนยอดเสา และที่ผมชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นรูปหล่อสิงโตสำริดตัวเขื่องวางอยู่ 4 ทิศ ส่วนใครที่ชอบด้านภาพวาด ด้านหลังอนุสาวรีย์จะมี National Gallery แสดงภาพสำคัญ ๆ อยู่ ส่วนผมเหนื่อยแล้ว อยากจะไปหา Eros มากกว่า เลยมุ่งไปที่พิกคาดิลลี่เซอร์คัส (Picadilly Circus) เพื่อจะไปถ่ายรูป Eros หรือกามเทพ นั่นเอง แถวนี้นอกจากจะมี Eros เป็นจุดเด่นแล้วก็มีป้าย LED ขนาดใหญ่ (สำหรับผมแล้วรู้สึกเฉย ๆ เคยเห็นใหญ่กว่านี้สวยกว่านี้มาแล้ว) หากเพื่อนนิยมชมชอบกีฬาก็ไม่ควรที่จะพลาดไปร้าน ลิลลี่ ไวท์ (Lilly white) เพราะร้านนี้มีของเกี่ยวกีฬามากมาย โดยเฉพาะพวกที่เป็นแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ชิฟ เดินเที่ยวมาจนเหนื่อยแล้ว ต้องไป หาของทานสักหน่อย ไปนี่เลยครับ Leicester Square หรือสยามสแควร์บ้านเรา ที่นี่มีของให้เลือกรับประทานมากมาย มีทั้งที่ถูก พอทานได้ และที่แพงแบบเสียเงิน เพื่อน ๆ ก็ลองเดินให้ทั่วนะครับและเลือกสรรหารับประทานเอาเอง สำหรับผมก็ไปทานอาหาร จีนแถวๆ โซโห ทานแบบบุฟเฟ อาหารก็ไม่มีอะไรมากก็แค่ ผักทอด เต้าหูผัด เนื้อหมู เนื้อไก่ มื้อนึงก็ประมาณ 150 บาท อะไร ๆ ที่ลอนดอนนี่ผมชอบเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรื่องอาหารนี่แหละ คือผมเปรียบเทียบการทานข้าวแบบธรรมดาคือ ปกติทั่วไป ที่คนธรรมดาเขาทานกัน ผมว่าอยู่เมืองไทยสบายกว่ากันเยอะ ได้กินของดี ๆ อิ่ม สบายกว่ากันเยอะ อ้อลืมบอกไปมาเที่ยว ช่วงหน้าหนาวนี่จะมืดไวหน่อยครับ แค่บ่าย 4 โมง ก็เหมือน 1 ทุ่มบ้านเราเลย (เคยดูหนังเรื่อง Devil & Angel มีอยู่ตอนหนึ่งที่ พระเอกนางเอกต้องรีบไปช่วยพระให้ทันก่อน 2 ทุ่ม แต่เราดูในหนังนะอย่างกับช่วงบ่าย แสดงว่าช่วงนั้นน่าจะเป็นหน้าร้อน นึก ๆ ไปทางยุโรบนี่เวลายังแปรปรวนแหะ หมายความว่าช่วงเวลานี้บางฤดูมืด บางฤดูสว่าง ไม่เหมือนแถวบ้านเราเวลามืดกับสว่าง ค่อนข้างจะมีความแน่นอน คือ ถ้า 1 ทุ่มก็เริ่มมืดแล้วเป็นอย่างนี้ตลอดปี ตลอดชาติ 555)
ทุกปัญหามีทางออก... ปรึกษาสิงโตทาโร่ ทำนายดวงด้วยไพ่ยิปซี
|