Sunday 20 May 2012
  • Narrow screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default style
  • blue style
  • red style
  • yellow style
เริ่มต้นสนใจธรรมะ PDF Print E-mail
Custom Search
Written by สิงโต   
Thursday, 21 January 2010 12:56

จะว่าไปแล้ว..ผมก็สนใจที่จะอ่านเกียวกับเนื้อหาที่จะมาพัฒนาจิตใจอยู่เสมอ ..ตอนเด็กๆ ผมก็ช่วยคุณแม่จัดโต๊ะหมู่บูชาที่วัดประจำจังหวัดในวันพระใหญ่เกือบทุกปี่ ช่วงนั้นสวดมนต์พิธีได้หลายบท เรียกว่าเวลาไปทำบุญที่วัดก็จะอินกับพิธีกรรมที่ทำ เพราะทำแล้วรู้สึกดี แล้วคิดว่าได้บุญ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็มักมีข้อโต้แย้งเพราะสิ่งที่ได้อ่านมามักจะมีเรื่องที่เหนือจินตนาการ และสัมผัสไม่ค่อยได้ ประกอบกับช่วงที่เรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประมาณปี 2537-2538 ข่างคราววงการสงฆ์เริ่มเน่า พุทธไม่แท้อย่างผม ก็รู้สึกเซ็ง เนื่องจากพื้นฐานการเรียนรู้จากห้องเรียนไม่แข็งแรง ทำให้เริ่มห่างวัด และห่างพระ ช่วงนั้นมีพี่ๆ คริสเตียนมาชวนให้เชื่อพระเจ้า ผมก็เปิดใจที่จะศึกษาพระคัมภีร์  โดยคิดว่าอ่านนิยายแล้วกัน ให้โอกาสตัวเองได้เลือกศาสนาที่เหมาะสมกับตัวเอง การเข้ามาศึกษาพระคัมภีร์และคำสอนของพระเจ้า ผมก็ได้แง่คิดอะไรๆ หลายอย่าง ใจเย็นขึ้น พร้อมที่จะแบ่งปันมากขึ้น พี่ๆ เขาสอนว่า หากคิดสิ่งใดให้พูดกับพระเจ้า ซึ่งผมก็ทำตาม เหมือนกับว่าเราได้พูดคนๆ หนึ่งที่เราคิดว่าเขารักเรามาก (ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า) เราบอกกับเขาว่าเราจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ดี เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เรารู้สึกมีความสุข มีความหวัง แล้วเราก็ทำได้สำเร็จ ... การใช้ชีวิตคริสเตียนผมมีความสุข และได้อะไรดีๆ หลายอย่าง แต่...ผมว่า มันยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของผม

ผมถอนตัวจากการเป็นคริสเตียน หลังจากที่เป็นลูกแกะที่ดีมา 2 ปี ด้วยเห็นว่าอะไรๆ หลายๆ อย่างเริ่มไม่ใช่แนวที่ผมต้องการ ผมกลับเข้าหาศาสนาพุทธอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ว่าจะเป็นพุทธแท้ซะที ผมเริ่มที่จะแสวงหาคำตอบ ผมเริ่มที่จะศึกษาพระไตรปิฎก อ่านแล้วก็งงๆ ก๋งๆ สมองรับไม่ไหว มีเทพ เทวดาเต็มไปหมด ผมรับไม่ได้อีก แถมยังเจอพระปลอม พระเก๊อีก (คนที่ไม่รู้ก็นึกว่าพระดี...) เลยทำให้ความตั้งใจ หดหายไปในพริบตา ที่บ้านก็มีป้าที่เขารักผมมากอยู่ท่านหนึง ท่านเป็นผู้ที่ชอบทำบุญ และชอบมากเกี่ยวกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะเทพเจ้า ผมเห็นท่านทำบุญ นั่งสมาธิ เชื่อโน้น เชื่อนี้ ไหว้โน่น ไหว้นี่ เปรอะไปหมด นั่งดูทีวีอยู่ดีๆ ก็ลงมายั่งสมาธิ ป้ท่านนี้ท่านชอบไปวัด ชอบตระเวนไปนั่งสมาธิวัดโน่นวัดนี้ ผมเห็นแล้วก็ขำ วันหนึ่งป้ามาบอกกับผมว่า ป้าได้ฌาณ 4 แล้ว ผมก็งง ว่าฌาณ 4 คือไร (ผมนึกถึงหนังจีนกำลังภายในอ่ะครับ) ผมเคยสงสัยว่าคนทำบุญมากจะได้บุญมากงั้นหรอ   คนที่ตักบาตรตอนเช้าจะได้บุญมากกว่าคนที่ไม่เคยตักบาตรและทำบุญโดยการให้ทานเลยหรือไง แล้วคนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ได้ตักบาตร สวดมนต์ ทำบุญแบบชาวพุทธจะไม่ได้บุญขึ้นสวรรค์หรือไง แล้วคำตอบก็มาหาผมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อผมมาอ่านหนังสือของสมเด็จญาณสังวร ซึ่งมีบทความตอนหนึ่งกล่าวว่า การให้อภัย 1 ครั้ง เท่ากับการทำบุญกับพระพุทธเจ้าถึง 10000 ครั้ง แค่นี้ผมก็รู้สึกว่า โอ้ ศาสนาพุทธเรานี่สุดยอดจริง ๆ แค่ให้อภัยก็ได้บุญแล้ว ดังนั้นคนทั่วโลกไม่ว่าศาสนาใดมีสิทธิ์ได้บุณเท่ากันหมด แถมได้รู้อีกว่า การนั่งสมาธิยังได้บุญมากมายมหาศาล ฉะนั้นการทำบุญก็ไม่ต้องเสียเงินก็ได้นี่  เพราะหากใครทำบุญด้วยเงินจำนวนมาก แต่ไม่รู้จักให้อภัย ไม่รู้จักละวาง ก็น่าจะได้บุญน้อยหรือบุญขั้นต่ำ   วันหนึ่งมีหมอดูจากลำปางโทรมาหา เขาบอกว่าตั้งใจโทรมาคุยด้วยตลอดช่วงบ่ายนี้ เขาทักดวงของผมอย่างโน้นอย่างนี้ ว่าผมเป็นคนมีสัมผัสที่หก มีเครื่องหมายกากบาททีฝ่ามือ เขาบอกผมว่าดวงผมเป็นดวงผู้นำ คือ ชอบช่วยคน หากอยู่กับคนหมู่มากจะอาสาทำงาน หรือสอนให้เขาได้ดี คิดดี เขาบอกกับผมว่า ผมจะช่วยคนได้เยอะหากผมฝึกนั่งสมาธิ การฝึกของผมจะได้ในสิ่งที่หลายๆคนไม่ได้ เพราะพื้นฐานความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนได้แค่สมาธิ บางคนได้สติ และปัญญา ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นจริงไหม แต่ก็อยากลองเพราะไม่เสียหายอะไร คิดอย่างเดียวหากช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้าง คงจะดี ชีวิตคงมความหมายขึ้นเยอะ ผมเริ่มหาคำจัดความของคำที่สงสัยตั้งแต่ต้น "ฌาณ คืออะไร "  แล้วผมก็ไปเจอกับคำว่า สติปัฏฐานสี่ ว่าเป็นการพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ผมไปหาหนังสือมาอ่านหลายเล่ม และเริ่มฝึกการนั่งวิปัสนาโดยหลักสติปัฏฐานสี่ เริ่มด้วยการพิจารณากาย คือการกำหนดลมหายใจเข้าออก ให้รู้ว่าลมเข้าแล้วนะ ลมผ่านมาทางจมูกเข้าสู่ปอด ปอดพอง ตัวยก หายใจออก ลมออกจากปอด ผ่านออกทางจมูก สัมผัสการเคลื่อนออกของลม ตัวยุบ เมื่อพิจารณาได้ขั้นต่อไปให้พิจารณาว่าเรานั่งอย่างไร ให้รับรู้สึกตัวทั่วพร้อม ว่าขาอยู่อย่างไร มืออยู่อย่างไร ตัวตั้งตรง น้ำหนักกดทับที่ไหน หากเหมื่อยแล้วให้เปลี่ยนอริยาบทจากท่านั่งเป็นท่ายืน ขณะลุกให้พิจารณาด้วยว่าจากท่านั่งเป็นท่ายืนมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง น้ำหนักที่เคยกดทับที่ก้น เปลี่ยนไปอยู่ที่เท้าได้อย่างไร เมื่อยืนเสร็จ ให้เริ่มก้าวเท้าซ้าย สังเกตุว่าอะไรในร่างกายเคลื่อนบ้าง เห็นไหม ว่าการเดินนั้น เราใช้กายเดินไม่ใช่ใช้เท้าเดิน เพราะทุกส่วนในร่างกายขยับขับเคลื่อนส่งให้เดินได้ เช่นก้าวเท้าซ้ายตัวเอียงไปทางซ้าย เท้าซ้ายรับน้ำหนัก เริ่มก้าวเท้าขวา รับรู้ให้ได้ว่าเท้าขวาพ้นจากพื้นเมื่อไร สัมผัสพื้นเมื่อไร แรงเริ่มถ่ายน้ำหนักจากเท้าซ้ายมาเท้าขวาได้อย่างไร พิจารณาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าการพิจารณากายนั้น เราสามารถทำได้ทุกอิริยาบท ไม่ว่าจะ เดิน นอน นั่ง พิมพ์คอม อ่านหนังสือ ขับรถ หากเพื่อนสังเกตุให้ดีว่า เมื่อเราเอาจิตของเราไปพิจารณากิริยาของกายแล้ว ความคิดจะไม่เกิด คือ ไม่คิดเรื่องในอดีต ไม่คิดเรื่องในอนาคต แต่เรากำลังฝึกที่จะอยู่กับปัจจุบัน เป็นต้น ในชีวิตประจำวันเราไม่สามรถที่จะพิจารณาอาการของสิ่งที่เราทำได้ทั้งหมด ให้เราพยายามพิจารณาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะพิจารณาได้ ซึ่งเท่ากับว่าเราสามารถที่จะทำสมาธิได้ตลอดทั้งวัน หากมีเวลาว่าแล้วค่อยมาฝึกขั้นละเอียดต่อไป คือการนั่งสามาธิพิจารณาลมหายใจเข้าออก รู้สึกทั่วตัวพร้อมกับอาการที่ทำต่อไป..


Last Updated on Saturday, 23 January 2010 00:27
 

Add your comment

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
Very HappySmileWinkSadSurprisedShockedConfusedCoolLaughingMadRazzEmbarrassedCrying or Very SadEvil or Very MadTwisted EvilRolling EyesExclamationQuestionIdeaArrowNeutralMr. GreenGeekUber Geek
Your name:
Subject:
Comment:
Share |

Our Services :

Custom Search

รับดูดวงด้วยไพ่ยิปซี

500 บาท/ชั่วโมง

MO: 084-7510672

รับประกันความพอใจ


สนใจคลิ๊กที่นี่ครับ เพื่อดูรายละเอียด

และดู Comment

ads


Banner

Banner