| กว่าจะรู้..และเข้าใจ |
|
|
|
| Written by janjira |
| Thursday, 22 July 2010 22:32 |
|
ท่านเชื่อไหมว่าความรักนั้นก็เปรียบเหมือนกับผีเสื้อ ที่วิ่งไล่ตามโดมดมดอกไม้ไปเรื่อย ๆ มันคงคงเหมือนกับความรักของใครอีกหลาย ๆ คนที่ยิ่งวิ่งเข้าหามันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งห้างเราออกไปทุกที แต่ถ้าเราลองปล่อยความรักนั้นไป มันกับจะเข้ามาหาเราเอง ถ้าเราไม่เคยคิดคาดหวังกับมันมาก ความรักก็สามารถทำให้เรามีความสุข แต่มักจะทำให้เราเจ็บปวด แต่ถ้าความรักนั้นจะเป็นสิ่งที่พิเศษ ถ้าเราได้มอบมันให้กับใครสักคนที่คู่ควร สำหรับใครที่ไม่ใช่คนโสด เขาบอกว่าความรักนั้นไม่ใช่การเป็นคนดีพร้อม สมบูรณ์ของใคร แต่รักคือการหาใครซักคนหนึ่งที่ช่วยให้เราเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เราดีได้ สำหรับใครที่เป็นคนเจ้าชู้ อย่าได้พูดคำว่ารักอีกเลย ถ้าเราไมได้ใส่ใจกับความหมายนั้น อย่าพูดถึงความรู้สึก ถ้ายังไม่ได้รู้สึกอย่างที่คิด อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของใครเลย ถ้าเราจะทำให้ใครคนนั้นต้องเสียใจ อย่าไปมองลึกถึงดวงตา ถ้าคำพูดของเราล้วนเป็นคำที่โกหกทั้งนั้น สำหรับใครที่ยังไร้เดียงสาในเรื่องของความรัก เราจะรักได้อย่างไร รักได้แต่อย่าลุ่มหลง คงเส้นคงวาแต่ไม่ดื้อรื้น แบ่งบัน และไม่เอาเปรียบพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าที่จะเรียกร้องหาความเจ็บ แต่อย่าได้เอาความเจ็บนั้นติดตัวไปตลอดทั้งชีวิต สำหรับใครที่กำลังอกหก การอกหัก มันจะยืดยาวเท่าที่เรานั้นต้องการให้มันเป็น และความรู้สึกเราได้เจ็บปวดมากเท่าที่เรายอมให้บาดแผดนั้นลึกลงไปในใจ สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่จะพ้นจากสภาพการอกหักได้ แต่ในขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนรู้จากมันได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก สำหรับใครที่ยังหลงอยู่กับรัก เขาบอกเอาไว้ว่ามันเจ็บปวดที่เห็นคนที่เรารักมีความสุขกับคนอื่น แต่มันจะเจ็บปวดยิ่งกว่าถ้าคนที่เรารัก ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับเรา และสำหรับใครที่กลัวต่อการสารภาพรักเรากลัวที่ต้องบอกเลิกกับใครสักคน แต่มันจะเจ็บยิ่งกว่าถ้ามีคนมาบอกเลิกกับเราก่อน แต่มันจะเจ็บอย่างที่สุด หากคนที่เรารักไม่เคยได้รู้มาก่อนเลยว่า เรารักเขามากแค่ไหน สำหรับใครที่ยังคบ ๆ กันอยู่ มีคนเขาบอกว่า สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตคือ การที่เราพบ และรักใครสักคนจนสุดท้ายพบว่ามันไม่ใช่ และเราเองที่ต้องเสียเวลาไปเป็นปี ๆ ให้กับคนที่คนที่ไม่คู่ควร ถ้าเขาคนนั้นของเรา ไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเรา จะมาเสียเวลากับเขาทำไม ปล่อยเขาไปเถิด
โลกของความรักเป็นโลกที่มีความแปลกแยกมากที่สุด ถ้ามองด้วยตาเปล่า เราจะเห็นแต่สีชมพูอยู่ในนั้น แต่จะไม่มีใครมองเห็นได้ทันที ว่าโลกของความรักมีอีกสองสีที่ซ่อนอยู่ นั่นคือขาวที่สุดและดำที่สุด...ถ้าเราเรียนรู้ที่ด้านสีขาวก่อน เราจะรักใครเพียงเพื่อเติมความสุขให้ชีวิตเท่านั้น จนกว่าจะเดินมาเจอสีดำในอีกด้านหนึ่งแต่ถ้าเราเรียนรู้ที่ด้านสีดำก่อน เราจะรักด้วยหัวใจที่เติมไม่เต็ม จนกว่าจะเดินมาเจอสีขาวในอีกด้านหนึ่งถ้าคนสองคนต่างก็เป็นสีขาวกับสีขาวมาเจอกัน เราจะคาดหวังในกันและกันสูงแค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็สะเทือนถึงหัวใจ และในขณะเดียวกัน.... ถ้าคนสองคนต่างเป็นสีดำกับสีดำมาเจอกัน เราจะรักกันบนความหวาดระแวงแค่หันไปมองข้างหลังเพียงเล็กน้อยความเชื่อมั่นใจกันและกันจะหายไปและก็ทำให้กันและกันเจ็บอีกถ้าเราต่างเดินผ่านทั้งสีขาวและสีดำมาแล้ว เราจะรักกันด้วยหัวใจที่เป็นอิสระ ไม่ว่าจะหันซ้าย หันขวา หรือว่าออกเดินทางเพียงลำพัง เราจะยังเป็นความอบอุ่นของกันและกันเสมอ เพราะเราต่างก็รู้ ไม่ว่าจะเลือกยืนอยู่ในสีไหน ล้วนทำให้เราเจ็บได้ไม่ต่างกันเราจึงจะเรียนรู้ที่จะจูงมือกันไปยืน ณ จุดกึ่งกลางผสมผสานสีดำกับสีขาวอย่างละครึ่งเพื่อเรียนรู้ความรักบนโลกแห่งความจริงที่ไม่ได้มีแค่สุขหรือทุกข์เพียงด้านเดียว จะรู้ว่าโลกนี้....มันกว้างใหญ่ ก็ต่อเมื่อเราได้...เดินทาง
จะรู้คุณค่าของอะไร.....บางอย่าง ก็ต่อเมื่อเราได้....เสียมันไป
จะรู้ความหมาย....ของฟ้าหลังฝน ก็ต่อเมื่อเราผ่านพ้น...มันมาได้
จะรู้ว่ายังมีเรื่อง...อีกมายมาย ก็ต่อเมื่อเราเปิดใจ..ยอมรับมัน
จะรู้ว่าในหนังสือ..มีอะไร ก็ต่อเมื่อ...เราได้ลองเปิดอ่าน
จะรู้ว่าเวลา..ของดอกไม้บาน ก็ต่อเมื่อเรา..เฝ้าตามอยู่อย่างนั้น
จะรู้ว่าเสียงหัวเราะ..มันมีค่า ก็ต่อเมื่อเราเสียน้ำตา..ในสักวัน
จะรู้ถึงความในใจ...ของกันและกัน ก็ต่อเมื่อเราได้พูด...มันออกมา
จะรู้ว่าอะไร..ที่เรียกว่าคิดถึง ก็ต่อเมื่อในความคิดถึง...มีใครสักคน
จะความหมายในคำว่ารัก..สักครั้ง ก็ต่อเมื่อมีใครบางคน..ให้หวั่นไหว
จะรู้ว่าค่ำคืนนี้...คงไม่เงียบเหงา ก็ต่อเมื่อทุกเรื่องเล่า...ได้มีโอกาสบอกไป
จะรู้ว่าทุกคำพูด...หมดความหมาย ก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นไม่อยู่ให้บอก |
