| เลี้ยงลูก..ให้ถูกวิธี |
|
|
|
| Written by janjira |
| Tuesday, 31 August 2010 17:01 |
|
สวัสดีค่ะวันนี้ขอโพสต์บทความดี ๆ อีกซักบทความหนึ่งเกี่ยวกับการวิธีเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เอาแต่ใจตัวเอง เพราะเมื่อวานลูกเพื่อนมาเที่ยวบ้านฉัน เห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยและท้อแทนเพื่อนจริงค่ะ ลูกทั้งดื้อทั้งซนแถมยังเอาแต่ใจตัวเองอีกตั้งหาก แต่อย่างว่าล่ะค่ะก็เพื่อนฉันไม่ได้เลี้ยงเองนี่ค่ะ ตายายเลี้ยงบ้าง ปู่ย่าเลี้ยงบ้าง บางทีก็อยู่กับพี่เลี้ยง เพื่อนฉันเองแทบจะไม่มีเวลาได้เลี้ยงเองเท่าไร ต่างคนต่างเลี้ยงนิสัยก็เลยแตกต่างกันออกไป ลืมบอกไปค่ะเพื่อนฉันคนนี้ชื่อส้ม มีลูกฝาแฝด ได้ยินคนที่เป็นพ่อแม่หลายคนบ่นลูกๆของตนว่า ดื้อ ไม่เชื่อฟัง ขี้เกียจเรียน ชอบเที่ยวกับเพื่อน ฟุ้งเฟ้อตามกระแส ใช้จ่ายไม่ประหยัด วันนี้ก็เลยนำวิธีการเลี้ยงลูกไม่ให้เอาแต่ใจตัวเองมาฝากกัน ได้ยินแต่ละปัญหาแล้วกลุ้มใจและเห็นใจแทนจริง ๆ ค่ะ ปัจจุบันมีปัญหาระดับช้างระดับหนึ่งที่พ่อแม่แทบจะทุกคนที่ต้องพบประสบเจอกับตัวเอง ชนิดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่ว่าลูกจะต้องทำอะไร แปลกนะค่ะสมัยนี้พ่อแม่หรือผู้ปกครอง ลูกอยากได้อะไรก็รีบสนองหาให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันบอกได้เลยค่ะว่านั่นเป็นวิธีเลี้ยงลูกแบบผิด ๆ การเลี้ยงลูกด้วยการตามใจไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าลูกจะต้องการอะไร ก็รีบหาให้ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยลืมนึกเหตุและผล หวังเพียงแต่ว่าจะให้ลูกของตนเองนั้นพอใจ หรือสบายใจเท่านั้นเช่น 1. ลูกอยากกินอะไร ก็จะให้กินไม่เป็นเวลา ไม่เลือกอาหารว่าควรหรือไม่ควรแก่ลูก จนทำให้ลูกเสียนิสัยจะกินข้าวแต่ละคำก็ต้องวิ่งป้อน 2. ลูกอยากได้อะไรก็ต้องได้ ตามใจซื้อให้จนเกะกะ รุกบ้านไปหมด จนทำให้ลูกไม่เห็นความสำคัญของเล่นของใช้ 3. ลูกจะทำอะไรก็ต้องได้ทำ อยากจะไปเที่ยวไหน เวลาไหน ก็พอใจจะให้ไปเที่ยวจนเคยตัวทำให้ใจแตก จนเสียนิสัย วันนี้ฉันจึงอยากจะแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกที่พ่อกับแม่เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เอาไว้เป็นข้อคิดดีและนำไปปฏิบัติใช้ได้ 1. พ่อกับแม่จะเลี้ยงฉันให้เจริญเติบโตทั้งร่างกาย และจิตใจไปพร้อม ๆ กัน โดยการเลี้ยงให้อายุร่างกายและสมองเท่าเทียมกัน ให้คำนึงถึงคุณค่าของอาหาร มากกว่าการที่จะชอบหรือไม่ชอบ อาหารใดที่มีคุณค่าและประโยชน์ และอาหารใดที่ไร้คุณค่าและมีโทษมากมาย ไม่เคยตามใจลูกในด้านอาหารการกิน 2. พ่อกับแม่สอนให้ฉันได้เรียนรู้ว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด เมื่อฉันเข้าใจและทำได้แล้ว ภายหลังละเมิดต้องมีการลงโทษกันบาง 3. แม่จะสอนอยู่เสมอว่าไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายลูกมีระเบียบ กินเป็นเวลา นอนเป็นเวลา เล่นเป็นเวลา จะทำอะไรก็ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย 4. ส่วนใหญ่แล้วพ่อกับแม่จะเป็นคนเลี้ยงฉันมากกว่า ที่จะให้ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่เลี้ยงเลี้ยง เพราะแม่เชื่อว่าบุคคลเหล่านี้จะชอบตามใจลูก กลัวว่าเมื่อลูกทำผิดก็ไม่ให้ลงโทษ โดยอ้างเสมอว่า “ลูกยังเล็ก อย่าตีลูกเลย “ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกได้ใจ ไม่เคารพหรือเชื่อฟังผู้ใหญ่ได้ 5. พ่อกับแม่จะหัดให้ฉันรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง เสียตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เช่น มอบเงินให้ก้อน ให้ฉันได้เก็บออมใช้เอง เมื่อใช้เหลือก็ให้ฉันนำไปฝากธนาคารไว้ อยากได้อะไรก็ต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเองบาง 6. แม่จะสอนฉันเสมอว่าอย่าเป็นคนขี้เกียจ อย่านอนตื้นสาย อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ให้มีน้ำใจกับผู้อื่น ถ้าเราขี้เกียจ นอนตื้นสาย เห็นแก่ตัว มันจะเคยตัวแล้วในอนาคตวันข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร แม้มักจะชวนฉันตื้นเช้ามาทำกับข้าวใส่บาตรรพระตอนเช้า ๆ เสมอ ไม่จำเป็นว่าจะเป็นลูกหญิง ลูกชาย 7. พ่อกับแม่จะปลูกฝังคุณธรรม เมื่อฉันยังเล็ก ๆ อยู่เสมอ แม่บอกว่าถ้าปล่อยให้โตมันจะดัดยากและจะเสียใจภายหลัง เช่น ความกตัญญูกตเวที ความอ่อนน้อมตน เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ความมีเมตตากรุณา ความอดทน ความมีน้ำใจ เสียสละและความซื่อสัตย์ สัจจะวาจา การกระทำดูเหมือนว่าพ่อแม่รักลูกมาก อยากเห็นลูกมีความสุข จึงพยายามเอาอกเอาใจสารพันหมดทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ควรหรือไม่ควร พ่อแม่ไม่อาจจะแยกได้ เพราะความรักทำให้ตาบอด ดังคำโบราณที่ว่า การเลี้ยงลูกแบบนี้มันจะส่งผลระยะยาวในอนาคตวันข้างหน้าของลูกเองดังต่อไปนี้ 1. เขาจะมองไม่เห็นความสำคัญคนที่ให้กำเนิดเขามา นั่นคือพ่อแม่ 2. ลูกจะได้รับการพอกพูนความเห็นแก่ตัว การเอาแต่ใจโดยขาดเหตุและผล 3. ลูกจะขาดความมั่นใจในตนเองพึ่งตนเองไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น แม้ว่าจะโตพอที่จะทำด้วยตนเองได้แล้วก็ตาม 4. ในระยะยาวนอกจากจะเลี้ยงไม่โตแล้ว ลูกจะกลายเป็นเด็กที่อ่อนแอ ใครแตะต้องไม่ได้เหมือน “ไข่ในหิน” แม้บางทีอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจจะกล้ายเป็นเด็กที่ก้าวร้าวด่าว่าผู้ใหญ่ ทำร้ายพ่อแม่หรือทำลายตัวเอง 5. เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่”ตีนไม่ติดดิน” เป็นผู้นำใครไม่ได้ เพราะทำอะไรไม่เป็น ประมาณเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ และนี้คงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ยุคปัจจุบันกำลังเป็นกันอย่างทั่วหน้าเพราะเข้าใจผิด แยกไม่ออกว่า รักลูกต้องทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้แม่มักพูดกับฉันเสมอว่าเด็กเปรียบเสมือนไม้อ่อน หรือผ้าสีขาวบริสุทธิ์ ย่อมแก่การที่จะดัดหรือย้อมให้เป็นสีได้ง่าย ถ้าไม่ทำตั้งแต่ยังเล็ก ๆ นอกจากจะดัดยากแล้ว บางทีดัดยากไปก็พาลจะเอาง่าย ๆ ได้ เปรียบเสมือนมีด เมื่อมันเกิดสนิมขึ้นเล็กน้อย เราก็ต้องลับเอามันออก ถ้าปล่อยให้สนิมนั้นกัดกินจนหนาก็ลับออกไม่ได้ แม้เอาใส่เตาเผาก็ยังอาจไม่ได้ผล เพราะสนิมนั้นกินเหล็กหมดแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอีกว่าทำไมพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกไม่ถูกทางก็มักจะยังตามใจลูกในทางที่ผิด ๆ อยู่ จนลูกขี้เกียจหรือเห็นแก่ตัว อย่าให้ทุกคนเลี้ยงลูกแบบแม่ของฉันดู ต่อมาเด็กเหล่านี้อาจกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของพ่อแม่ เมื่อลูกทำผิดก็ให้กลับตัวแล้วลงโทษบาง ลูกขี้เกียจก็ต้องตีกันบางเป็นธรรมดา ลูกขยันก็มีรางวัลเพื่อส่งเสริมชมเชยกันบางให้ลูกมีกำลังใจ ดังนั้นพ่อแม่ที่หวังจะให้อนาคตในวันข้างหน้าของลูกสดใส อยากให้ลูกเป็นที่ชื่นใจ ปลื้มใจและสุขใจ ก็ควรต้องฝืนใจทำในสิ่งที่บางครั้งอาจเป็นฝืนใจตัวเองบาง อย่าแสดงออกถึงความรักแบบผิด ๆ กับลูก ด้วยการตามมาเป็นแนวทางการเลี้ยงลูก พ่อแม่บางคนสงสารลูกกับไม่ปล่อยให้ลูกอะไรด้วยตนเองบาง จึงกล้ายเป็นคนที่ขี้เกียจและทำอะไรไม่เป็นเลย ลองนึกดูว่าถ้าเราไม่มีชีวิตอยู่กับเขาแล้วใครล่ะจะทำให้เขา เขาต้องพึ่งตนเองให้ได้ อย่าทำให้ทุกอย่างจนเคยตัว ขอให้พ่อแม่ทุกท่านจำเอาไว้ว่า การตามใจลูกไม่ถูกทางในวันนี้ เท่ากับสร้างผีให้ติดตามลูกไปในวันข้างหน้า แต่การขัดใจลูกที่ทำไม่ถูกในวันนี้ อาจจะเพิ่มสง่าราศีให้กับลูกในวันหน้า ขอให้นึกย้อนกับมาดูตัวเองในวันนี้ว่าเรานั้นเลี้ยงลูกถูกทางหรือผิดทาง ถ้าเลี้ยงแบบผิดทางก็เตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้เช็ดน้ำตาตนเองก็แล้วกัน แต่ถ้าเลี้ยงถูกทางจงเตรียมพานทองไว้รองรับดอกไม้ที่ลูกกำลังจะมอบให้
|
| Last Updated on Wednesday, 01 September 2010 11:45 |
|
500 บาท/ชั่วโมง MO: 084-7510672 รับประกันความพอใจ |