| รู้ทันจิตชีวิตเป็นสุข |
|
|
|
| Written by สิงโต |
| Sunday, 13 June 2010 11:20 |
|
พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือจิตใจ เมื่อจิตใจดีทุกสิ่งก็จะดี"
คุณเชื่อไหมครับว่า โลกที่คุณอยู่กับโลกที่เพื่อนคุณอยู่ โลกของผู้คนตามท้องถนน โลกของนายกฯ โลกของแม่ค้าขายกล้วยปิ้ง และโลกของผม ไม่เหมือนกัน ทั้งทั้งที่เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน ทุกคนอยู่บนโลกในมุมมองที่แตกต่างกัน บางคนก็ว่าโลกนี้สวยงามนั่นย่อมหมายถึงชีวิตมีความสุข บางก็ว่าโลกนี่ช่างโหดร้าย ไม่น่าอยู่นั่นก็คือชีวิตที่ไม่เป็นสุข หากคุณสังเกตุดีๆ ว่าที่ผ่านมานั้นชีวิตของคุณก็มีโลกที่สวยงามและไม่สวยงามปะปนกันไป แล้วทำอย่างไรดีล่ะ ที่จะทำให้โลกของคุณสวยงามมากกว่าเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่หรือโหดร้ายกับคุณจนเกินไป ผมอยากบอกคุณว่า มันอยู่ที่มุมมองของชีวิต และ การรู้เท่าทันจิตเท่านั้นเองครับ การเริ่มต้นของผมเพื่อที่จะค้นพบความสุขที่สร้างเองง่ายๆ เกิดจากการที่อยากจะช่วยเหลือผู้คนหมู่มาก เริ่มจากการอุทิศตนทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์ ในรูปแบบต่างๆที่พึงจะทำได้และถูกกับจริตของเรา เช่น การอาสาเป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อทำหน้าที่ดูแลและบริหารงานหมู่บ้านแทนเพื่อนบ้านทุกคน โดยไม่หวังผลตอบแทน และทุ่มแทนแรงกาย แรงใจ สติปัญญา เวลา พูดและลงมือทำ ไม่ใช่พูดแสดงความคิดเห็นแต่ไม่ทำ ส่วนงานประจำเป็นวิศวกรงานทางก็ใช้ความรู้ความสามารถให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ไม่ได้ทำเพื่อให้ผ่านพ้นไปวันๆ เพราะสิ่งที่เราทำสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น หรือมีผลกระทบต่อผู้คนน้อยที่สุดเท่าที่ความสามารถจะทำได้ การมุงานที่อยากสร้างสรรงานที่ออกแบบให้ดี การมุบำเพ็ญประโยชน์เพราะอยากให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้นก็ดี หากมากไปชีวิตก็เริ่มเป็นทุกข์ เหมือนกับคำที่พระพุทธเจ้าบอก อย่าหย่อนเกิดไปและอย่าตึงเกินไป ให้เดินทางสายกลางชีวิตจะเป็นสุข วันหนึ่งผมได้อ่านหนังสือของสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จญาณสังวร) ท่านบอกว่าการนั่งสมาธิ ได้บุญมากกว่าการทำบุญตักบาตร แม้แต่การทำบุญกับพระพุทธเจ้าเสียอีก (เอาไว้จะเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ทีหลังครับ) ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลา และนอนตื่นสายเลยถือโอกาสนี้ ศึกษาเรื่องการนั่งสมาธิ เพราะอยากได้บุญนั่นแหละ และนี่คือจุดเริ่มต้น ทำให้ผมได้เรียนรู้การฝึกจิต ให้รู้เท่าทันจิต ทำให้ชีวิตผมเบา เบาจากปัญหา และมีความสุขมากขึ้น
จากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับชิวิต และธรรมะหลายๆเล่ม ที่อยากให้เพื่อนลองไปหาซื้อมาอ่าน ได้แก่ เข็มทิศชีวิตทุกเล่ม ไอร์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น The Secret เป็นต้น โดยเฉพาะหนังสือที่เขียนโดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ที่ทำให้ผมเข้าใจในพระพุทธศาสนา เข้าถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้ามากขึ้น จากการอ่านและอยากนำมาแบ่งปัยเพื่อนๆ พบว่า เราสามารถแบ่งต้นเหตุสิ่งที่ทำให้เกิดสุข ทุกข์ได้ 3 อย่าง คือ ความคิด สติ และจิต อยากให้คุณได้ลองพิจารณาตาม ให้คุณเอาความคิดวางไว้ที่หน้าผาก เอาสติวางไว้ที่คาง เอาจิตวางไว้ที่ใจ คนเราจะมีความสุขได้ต้องมีสติระลึกอยู่ตลอดเวลา สติต้องจับจิตให้ทัน ต้องรู้ให้ทันจิต และอย่าให้จิตกับความคิดไหลมารวมกัน เมื่อจิตเกิดให้เอาสติตบจิตให้ต่ำลง เบาลง เพราะหากสติควบคุมจิตไม่ได้ จิตจะไหลขึ้นไปรวม ฟุ้งขึ้นไปถึงสมอง ที่นี้เกิดปัญหาใหญ่ เราเริ่มทำอะไรตามอารมณ์ ตามจิต จิตกับความคิดจับมือกัน สติควบคุมไม่ได้ ชีวิตก็พาลแต่จะเป็นทุกข์ เช่น ชิชากำลังเดินช๊อปปิ้งกับเพื่อนที่ห้างโลตัสแห่งหนึ่ง ขณะกำลังเดินชมสินค้าอยู่นั้น ได้เห็นสุชาติ แฟนหนุมเดินโอบไหล่เด็กสาว ด้วยความที่รักมากจึงเกิดอารมณ์หึงหวง จิตเกิด และขาดสติ จิตฟุ้งไหลไปรวมกับความคิด สมองสั่งให้ดำเนินการ ชิชาเดินเข้าไปต่อว่าแฟนหนุ่ม ตบหน้าเด็กสาว ร้องกรี๊ดกร๊าดกลางห้าง แต่สุดท้ายมาทราบภายหลังว่า เด็กสาวคนนั้นเป็นหลานสาวแฟนหนุ่ม ชิชาเกิดปัญหาไม่สามารถเข้าได้กับครอบครัวของสุชาติ เนื่องจากเคยทำร้ายตบตีหลานสาว ตลอดจนใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหาบ่อยครั้ง สุดท้ายชิชาก็ต้องสูญเสียคนที่รักไป เรื่องแบบนี่จะไม่เกิดขึ้น หากชิขา รู้ทันจิต ตบจิตให้สงบลงก่อนที่จะเกิดเข้าไปหาสุชาติ แล้วทักทายสุชาติช่วยอารมณ์ปกติ และชิชา ก็คงจะได้รับรู้ว่าสาวที่มาด้วยเป็นหลานสาวของสุชาติ ลูกของพี่ชายที่สุชาติเลี้ยงดู และสนิทสนมมาตั้งแต่เด็กๆ ชิชาจะได้เป็นที่รักของหลาน และคนในครอบครัว ชีวิตก็คงจะมีความสุข ได้อยู่กับคนที่รัก
หากจิตเกิดทำอย่างไร
หากจิตเกิดพระพุทธเจ้าสอนให้รู้ถึงทั่วตัวพร้อม นั่นหมายถึง ให้เราใช้สติพิจารณา เช่นจิตเกิดโมโห ให้รู้ว่า นี่เราโมโหอยู่ เราโกรธอยู่ ให้เราพิจารณาว่า ขณะนี้เราโกรธ ใจเราเต้นแรง เลือดสูบฉีดแรง อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น เราเริ่มจะไม่เป็นสุขแล้ว เมื่อพิจารณาอย่างนี้ จิตจะไม่ไหลไปรวมกับความคิด จิตจะไม่ฟุ้ง คิดไปเอง ให้คุณกำหนดลมหายใจ พิจารณาลมหายใจเข้าออกในเบื้องต้น ผู้ฝึกใหม่ให้กำหนดคำพูดในใจว่า หายใจเข้า แล้วสูดลมหายใจเข้ายาวๆ หายใจออกแล้วสูดลมหายใจออกยาว ช้าๆ เมื่อทำได้สักพักใจนิ่งแล้ว ลองพิจารณาในขั้นละเอียดขึ้นไปอีก คือ เมื่อสูดลมหายใจเข้า ลมหายใจได้ผ่านเข้าทางรูจมูก กระทบหลอดลม ผ่านเข้าหลอดลมไปสู่ปอด ปอดเริ่มขยาย (ใครพิจารณาเห็นถุงลมในปอดเริ่มขยายยิ่งดี) ลำตัวยกขึ้น อกยืดขึ้น ค่อยผ่อนลมหายใจออก พิจารณาลมหายใจออกจากปอด ปอดเริ่มแฟ้บ ลำตัวยุบต่ำลง ลมหายใจไหลออกจากปอด ผ่านหลอดลม และไหลออกที่รูจมูก แลแล้วเริ่มพิจารณาลมหายใจเข้าออก แบบนี้ต่อไป....สักพักคุณก็จะหายโกรธ หัดทำบ่อยๆ คุณก็จะรู้ทันจิตมากขึ้น เมื่อรูทันจิตมากขึ้นชีวิตของคุณก็จะมีความสุขมากขึ้น การรู้ทันจิตที่กลาวถึงเป็นเพียงแค่ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพเท่านั้นนะครับ จิตของเราเกิดการเปลี่ยนแปลได้หลายอย่างตามกิเลส 4 ตัว คือ รัก โลภ โกรธ และหลงครับ ลองใช้สติพิจารณาดูครับ จะได้รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทุกข์อยู่นั้น มันไม่มีสาระสำคัญที่เราจะจับยึด หากคุณปล่อย คุณจะรู้สึกเบา ของอะไรที่หนักๆ อย่าถือไว้ครับปล่อยๆ มันไปบ้าง จำไว้นะครับ พยายามทำชีวิตให้มีความสุขทุกขณะจิต อย่ารอว่าวันนี้ฉันทนแบกไปก่อนแบกจนจะทนไม่ไหวก็ต้องยอม เพราะเพียงแค่คุณอยากได้ความสุขที่กำลังมาไม่ถึง ไม่แน่นะครับพรุ่งนี้คุณอาจจะตายก่อน ก่อนที่จะได้รับความสุขที่หวังไว้ ไม่ได้แช่งนะครับ แต่ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน มาเร่งทำความดี เพื่อเป็นต้นทุนที่ดีในวันนี้ พรุ่งนี้ อนาคตอันไกล รวมถึงชาติหน้าด้วยครับ |
| Last Updated on Sunday, 13 June 2010 13:10 |
|
500 บาท/ชั่วโมง MO: 084-7510672 รับประกันความพอใจ |