| เรื่อง...ของความหอม |
|
|
|
| Written by janjira |
| Monday, 06 September 2010 20:09 |
|
สมัยนี้คงปฏิเสธกันไม่ได้แล้วใช่ไหมค่ะ ว่าน้ำหอมกลายเป็นองค์ประกอบหลักในการแต่งตัวและช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้กับใครหลาย ๆ คนไม่มากก็น้อย เสน่ห์ของหลาย ๆ คนไม่เพียงแต่จะอยู่ที่บุคลิกและความเฉพาะตัวเท่านั้นแล้ว ความหอมของกลิ่นกายก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ที่สร้างความมันใจให้กับหลาย ๆ คนเช่นกัน ตัวอย่างเช่นผู้หญิงสมัยนี้ใช้น้ำหอมกันเป็นว่าเล่น ไม่วะจะแพงซักแค่ไหน หากมีกลิ่นที่หอมถูกใจแล้วล่ะก็ เป็นต้องหาซื้อมาใช้สักขวด ก่อนที่จะเป็นน้ำหอมอย่างทุกวันนี้ รู้ไหมค่ะว่า น้ำหมอนั้นมีประวัติมายาวนานแค่ไหน และมีที่มาอย่างไร น่าในใจแล้วใช่ไหม นั้นไปดูกันเลยดีกวาค่ะ คำว่า 'น้ำหอม' หรือ 'Perfume' มาจากภาษาละตินที่แปลว่า 'ผ่านมาตามควัน' เพราะแต่เดิมนั้น น้ำหอมถือกำเนิดขึ้น เพื่อใช้โรยบนซากสัตว์ที่ใช้บูชาเทพเจ้า เพื่อดับกลิ่นคาว ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมในรูปของควัน ได้กลายเป็นของบูชาเสียเอง โดยระหว่างการบูชาเทพเจ้า ได้มีการเผายางไม้หอม เช่น กำยาน อบเชย เพื่อแสดงความเคารพสูงสุดต่อเทพเจ้า หลังจากนั้น ราว 6,000 ปีก่อน ในดินแดนแถบตะวันออกไกล และตะวันออกกลางได้มีการเปลี่ยนจากเครื่องหอมกลิ่นแรง เพื่อ 'กลบกลิ่น' มาเป็นเครื่องหอมกลิ่นอ่อน ที่ทำจากผลไม้ และดอกไม้ เพื่อใช้ชโลมร่างกาย มีหลักฐานว่า ในราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวซูเมเรียน และชาวอียิปต์นิยมชโลมร่างกายด้วยน้ำมัน และแอลกอฮอล์ที่ทำด้วยดอกมะลิ ไอริส และไฮยาซินธ์ ตอนนี้เราได้ทำความรู้จักประวัติของน้ำหอมกันแล้ว ในแบบที่แตกต่างกันนั้น การรู้จักใช้น้ำหอมให้ถูกวิธี ดูจะยิ่งช่วยให้กลิ่นหอมของน้ำหอมที่เราเลือกใช้นั้นติดอยู่ได้ทนนานอย่าง ที่ควรจะเป็น เคล็ดลับในการเลือกซื้อน้ำหอม อย่าลืมนะค่ะว่าการเลือกซื้อน้ำหอมที่ดีที่สุดอยู่ที่กลิ่นที่เข้ากับบุคคลิของผู้ใช้ และด้วยเนื่องจากน้ำหอมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบรอบ ๆ หลาย ๆ อย่าง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ไม่ควรรับประทานอาหารที่รสจัดและออกกำลังที่ทำให้เหนื่อยมากจนเกินไป ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะทำให้การรับรู้กลิ่นหอมนั้นผิดเพี้ยงไป นอกจากนี้แล้วเราไม่ควรไปเลือกซื้อน้ำหอมในเวลาที่ไม่สบายหรือพึ่งจะฟื้นไข้ เพราะการกระทำแบบนี้อาจส่งผลต่อการรับรู้กลิ่นน้ำหอม ทำให้กลิ่นหอมที่เราสัมผัสมีโอกาสที่จะผิดเพี้ยนไปได้จากความเป็นจริง และเช่นเดียวกันนั้นบริเวณที่เหมาะสมกับการทดลองน้ำหอมนั้น คือ บริเวณข้อมือซึ่งไม่เพียงแต่จะสะดวกแล้ว ยังนับเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราได้กลิ่นหอมของน้ำหอมอย่างแท้จริง บริเวณจุดชีพจรเต้นนั้นเป็นบริเวณของร่างกายที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งจะช่วยให้กลิ่นหอมของน้ำหอมระเหย อธิบายง่าย ๆ นะค่ะว่า ทำให้เกิดกลิ่นหอมได้ดีนั่นเอง อีกอย่างคือการที่ทดลองน้ำหอมต่างกลิ่นกันคนละจุดด้วยการใช้ข้อมือคนละข้างกัน ไล่บริเวณแขนลงไป และควรทิ้งระยะเวลาไว้สัก 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง แล้วจากนั้นค่อยตัดสิใจเลือกซื้ออีกครั้งจะดีกว่าค่ะ เคล็ดลับในการแต้มจุดน้ำหอมสำหรับทุกสถานการณ์ 1. ให้ป้ายหรือฉีดน้ำหอมในบริเวณที่เป็นจุดชีพจร โดยมากแล้วจะเป็นบริเวณข้อมือ ลำคอ หรือบางครั้งบริเวณข้อพับแขนหรือขาพับ ในขณะที่การแตะน้ำหอมบริเวณหลังใบหูนั้นความหอมของน้ำหอมจะไม่ติดทนนาน 2. การถูข้อมือที่แต้มน้ำหอม 2 ข้างเข้าด้วยกัน ไม่ได้ช่วยให้ความหอมทั่วถึง แต่ที่จริงแล้วทำให้น้ำหอมมีกลิ่นหอมอ่อนลง 3. การแดสเปรย์น้ำหอมในอากาศแล้วใช้วิธีเดินผ่านนั้น จะช่วยให้กลิ่นกระจายติดตัวของเราได้ทั่วดี 4. อย่าใช้โลชั่นที่มีกลิ่นหอมก่อนหน้าที่จะใช้น้ำหอมเนื่องจากกลิ่นจะตีกันค่ะ 5. ใช้น้ำหอมมากหน่อยหากเราเป็นคนที่มีผิวแห้ง เนื่องจากผิดมันมีน้ำมันช่วยคงกลิ่นให้ติดทนอยู่นาน 6. หากใส่น้ำหอมแล้วต้องอยู่ในที่อากาศเย็นให้เลือกน้ำหอมที่มีกลิ่นแรงกว่าปกติ เนื่องจากความเย็นหรืออุณหภูมิต่ำจะลดกลิ่นหอมของน้ำหอมให้ลดน้อยลงกว่าที่เป็น การฉีดน้ำหอมที่หลังจากที่อาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ จะช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานกว่าปกติค่ะ อย่างไรก็ตามขอให้เลือกใช้น้ำหอมให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพนะค่ะ แล้วก็อย่าเลือกใช้กลิ่นหอมที่แรงจนเกิดไป เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้และยังสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่นได้
|
| Last Updated on Monday, 06 September 2010 20:12 |
|
500 บาท/ชั่วโมง MO: 084-7510672 รับประกันความพอใจ |