|
เข็มทิศชีวิต
|
|
Written by janjira
|
|
Sunday, 15 August 2010 22:12 |
|

เมื่อคืนหลังจากที่ฉันเขียนบทความเสร็จ และอาบน้ำเข้านอนเรียบร้อยแล้ว ประมาณซักตี 2กว่า ๆ ได้ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นกลางดึกก็รู้สึกตกใจนิดหน่อย พอเปิดไฟแล้วกดรับโทรศัพท์ฉันจึงรู้ว่าเป็นคุณป้านั้นเองที่โทรมา คุณป้าโทรมาบอกว่าคุณยายาทวดเสียแล้วนะ เสียตอนประมาณตีหนึ่ง พอฉันได้ยินเสียงบอกเล่าของคุณป้า ฉันถึงกับร้องไห้โฮ้ออกมา และรีบโทรหาแม่ซึ่งออกเดินทางจากจังหวัดปัตตานีเมื่อวานเย็น แม่บอกว่าจะมาถึงกรุงเทพฯราว ๆ ตีสี่ แล้วเช้าฉันและครอบครัวจะรีบเดินทางไปหาคุณยายทวดด้วยกัน แต่มันคงสายไปเสียแล้ว ตอนนี้คุณยายทวดได้จากฉันและคนในครอบครัวไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ
|
|
Read more...
|
|
|
สุขภาพ (Healthy)
|
|
Written by janjira
|
|
Saturday, 14 August 2010 22:18 |
|

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุก ๆท่าน วันนี้ฉันขอเขียนบทความเรื่องโรคไตเอาไว้เป็นความรู้และอุทหรณ์สอนใจใครหลายคน เพราะตอนนี้คุณยายทวด ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ฝ่ายของคุณแม่ของฉันท่านกำลังป่วยเป็นโรคไตอย่างหนัก ช่วงนี้อาการของท่านดูแย่ไปกว่าเดิม เมื่อก่อนท่านแข็งแรงมาก ทำงานไม่ได้หยุดพัก ทั้งคุณตาทวดและคุณยายทวดเป็นคนนิสัยดี มีน้ำใจให้ผู้อื่นเสมอ ใครเดือนร้อนสิ่งใดก็มาหาท่านได้ ถ้าท่านทั้งสองช่วยได้ท่านก็จะช่วยไม่เคยปฎิเสธ จึงเป็นที่น่ายกย่องของคนในชุมชน แต่เมื่อไม่นานโรคร้ายก็ต้องพรากคุณตาทวดไปจากคุณยายทวด คุณตาทวดท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียงไม่นาน ท่านก็จากเราไปอย่างสงบ แต่หลังจากที่คุณตาทวดเสีย คุณยายทวดก็ป่วยเป็นโรคไต อาการทรุดหนัก เพราะข้าวปลาอาหารที่เคยทานได้ก็กับท่านไม่ได้ แม้กระทั่งน้ำยังต้องทานได้ทีละหยดสองหยดเท่านั้น คุณหมอบอกว่าถ้าให้ท่านทานน้ำไปมาก ๆ ไตจะยิ่งบวมน้ำ
หลายเดือนแล้วที่คุณยายทวดต้องนอนฟอกไตที่โรงพยาบาล หมอบอกฉันและทุกคนว่าให้ทำใจยอมรับกับสภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไป คุณยายทวดอาจจะอยู่กับพวกเราทุกคนได้ไม่พ้นเดือนนี้ เมื่อเช้าคุณป้าที่บ้านสวนที่เพชรบุรีโทรมาบอกว่าตอนนี้อาการของคุณยายทวดทรุดหนักมากไปกว่าเก่า ให้ฉันและคุณแม่ไปดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแต่พรุ่งนี้มันไม่ใช่วันหยุดและอีกอย่างพรุ่งนี้ก็เป็นงานแต่งงานของน้าซึ่งเป็นน้องสาวคนสุดท้องของแม่ งานทุกอย่างต้องหยุดลงอย่างกะทันหัน ฉันกะว่าจะลางานไปร่วมงานแต่งงานของน้า กับเป็นว่าในวันพรุ่งนี้ฉันต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อดูใจคุณยายทวดเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อก่อนฉันและครอบครัวชอบไปเที่ยวบ้านสวนเพชรบุรีของคุณยายทวดบ่อย ๆ ท่านเป็นคนที่น่ารัก มีน้ำใจให้กับลูกหลานเสมอ แต่อีกไม่นานฉันและครอบครัวคงไม่ได้กับหาและไปเที่ยวที่บ้านสวนเพชรบุรีอีกแล้ว เมื่อวันแม่ที่ผ่านฉันพึ่งไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาล อาการของท่านไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว แต่ฉันก็พยายามทำใจยอมรับ ฉันได้แต่นำดอกมะลิไปกราบที่อกของท่าน เหมือนกับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ว่าวันนั้นฉันต้องมากราบท่านที่โรงพยาบาลแทน ฉันยังจำรอยยิ้มของท่านได้ดีเสมอ ทุกครั้งที่ไปเที่ยวบ้านสวนท่านจะชอบที่จะโอบกอดและพูดกับฉันเสมอว่า “ยายทวดรักหนูมากนะ ขอให้หนูตั้งใจเรียน และเป็นเด็กดีของพ่อแม่ ประสบความสำเร็จทั้งหน้าที่และการงาน” ฉันยังจำภาพงานรับปริญญาได้ ท่านถึงกับร้องไห้ดีใจที่หลานคนนี้ประสบความสำเร็จ แต่วันพรุ่งและวันต่อ ๆ ไป ฉันยังไม่อาจรู้ว่าท่านยังจะอยู่เพื่อมองเห็นความสำเร็จของฉันต่อไปอีกหรือไม่ ตั้งแต่ตอนบ่ายฉันตั้งจิตภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จคุ้มครองท่าน ขอให้ท่านรอฉันเพื่อไปดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ฉันจะนำคำสั่งสอนของคุณยายทวดมาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป ฉันจะเป็นคนดี มีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้เหมือนกับคุณยายทวดทำ ฉันอย่างทำความรู้เกี่ยวกับโรคไตมาให้ท่านผู้อ่านเอาไว้เป็นความรู้และถ่ายทอดต่อ ๆ ไป
|
|
Last Updated on Saturday, 14 August 2010 22:37 |
|
Read more...
|
|
ความรัก
|
|
Written by janjira
|
|
Friday, 13 August 2010 22:36 |
|

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันเป็นวันแม่ ทุกท่านคงจะได้เข้าไปกราบแม่ และกอดแม่บอกรักกับแม่แล้วใช่ไหมค่ะ แต่ท่านเคยแปลกใจกันบ้างมั๊ยค่ะว่า ทำไมเราถึงต้องให้เวลาและโอกาสพิเศษให้กับแม่เฉพาะวันพิเศษอย่างวันแม่ แปลกมั๊ยที่เราวันเกิดของเรา แม่เราดีใจที่สุด แต่เรากลับไปทานข้าวกับเพื่อน ๆ แปลกมั๊ยที่เราเลี้ยงข้าวเพื่อนตอนเรารับปริญญา แต่เราไม่ได้เลี้ยงข้าวคนที่ส่งเราจนจบปริญญา แปลกมั๊ยที่บางวันตื้นมาพร้อมกับคนที่รู้จักกันไม่ถึงวัน แปลกมั๊ยที่เรารักเพื่อนที่เคยเลี้ยงข้าวเราเพียง 1 มื้อ แต่เรากลับไม่เคยส่งเงินให้กับคนที่เลี้ยงข้าวเรามาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แปลกมั๊ยที่เรารักใครบางคนที่ไม่เขาไม่เคยคิดที่จะรักเรา แต่เรากับทุ่มเทให้กับเขาทุกอย่าง ต่างจากคนที่รักเรามากกว่าชีวิตของตนเองเรากลับมองไม่เห็นคุณค่า แปลกมั๊ยที่เพื่อนโทรมาชวนออกไปไหนเราก็ไป แต่พ่อแม่จะมาหาเรากลับบอกว่าไม่ว่าง แปลกมั๊ยที่เราทำอะไรได้ทุก ๆ อย่าง เพื่อใครบางคนแต่เราไม่เคยทำสิ่งที่พ่อแม่เราแอบดีใจ แปลกมีที่เราต้องพูดจาเพราะ ๆ เพื่อให้คนอื่นยอมรับ แต่เราไม่เคยพูดครับ ค่ะ กับพ่อแม่ แปลกมั๊ยทำไมเราต้องให้เวลาและโอกาสพิเศษเฉพาะสำคัญอย่างวันแม่เท่านั้น ทุก ๆวันไม่ว่าวันไหน ๆ ก็คือ วันแม่
|
|
Read more...
|
|
เข็มทิศชีวิต
|
|
Written by สิงโต
|
|
Friday, 13 August 2010 00:22 |
|

ผมขอหยิบเอาคำขวัญวันแม่ที่ผมส่งเข้าประกวดตอนสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม และได้รับรางวัลชนะเลิศมาเป็นตัวจั่วหัวบทความที่จะเขียนขึ้นในวันแม่ ... เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ความรักที่ผมได้รับจากคุณแม่ของผม และผมก็คิดว่าคุณก็คงมีประสบการณืเช่นเดียวกับผมเหมือนกัน
เรื่องที่ผมมักจะเล่าให้เพื่อนๆ ผมฟังเสมอ ก็คือ แม่บอกว่าผมเป็นผู้ดี ตอนเด็กๆ ช่วงนั้นคงจะดูละครเรื่องบ้านทรายทองมากไปหน่อย หรือไม่ก็ละครน้ำเน่าหลังข่าวช่อง 3 นั้นแหละ ผมรู้สึกว่าทำไมนะคนที่เขาเป็นผู้รากมากดีจะชอบดูถูกคนอื่นเขาจัง ผมรู้สึกว่าคนพวกนี้ชอบกดขี่คนอื่น ดูถูกคนอื่น ด้วยความที่ตัวเองกลัวที่จะโดนผู้รากมากดีดูถูก เลยเข้าไปถามคุณแม่ว่า "แม่ครับ พวกเราเป็นผู้ดีไหมครับ" คุณแม่ผมบอกว่า "ใช่จ้า เราเป็นผู้ดี โตก็เป็นผู้ดีนะลูก เพราะการเป็นผู้ดีนั้น ลูกจะต้องคิดดี ทำดี และพูดดี ลูกต้องคิดให้ดีก่อนที่จะทำ ทำให้ดีก่อนที่จะพูด หากลูกทำได้ดังนี้แล้ว ลูกของแม่ก็จะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ดี" ตอนนั้นผมไม่เข้าใจความหมายของคำพูดที่คุณแม่ได้สอนผม ผมได้แต่รู้สึกภูมิใจในครอบครัวของตัวเองที่ผมก็เป็นผู้ดีคนหนึ่ง กอร์ปกับคุณพ่อคุณแม่ของผมท่านเป็นอาจารย์มีคนนับหน้าถือตาในจังหวัด ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่ำต้อยด้อยค่ากว่าใครๆ (แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเหนือกว่าใครๆ) ทำให้ผมมีความมั่นใจในตัวเองค่อนข้างสูง กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ และกล้าที่จะพูด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะเป็นเด็กที่เป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน ซึ่งเบื้องหลังของความสำเร็จของผมมีคุณแม่คอยชี้แนะ และหล่อหลอมผมให้เป็นผมที่แข็งแกร่งที่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืนจนทุกวันนี้
"อย่าทำให้แม่ ขายหน้านะ" คำพูดนี้แม่พูดกับผมตอนจะสอบเข้า ม.1 ตอนเรียนชั้นประถม ผมเรียนไม่เก่งเท่าไร ไม่ติด 1ใน 10 เลยอดได้โควต้าเข้าโรงเรียนประจำจังหวัด เมื่อแม่พูดดังนั้นผมจึงตั้งใจอ่านหนังสืออย่างจริงจัง อ่านจนหนังสือเตรียมสอเข้าฟูเลยครับ เพราะเข้าใจว่าเราเรียนไม่เก่งกลัวสอบไม่ติด และหากสอบไม่ติดแม่คงต้องผิดหวัง และเสียใจมาก จากผลของความพยายามผลการสอบผมได้เรียนห้องที่เก่งที่สุดในโรงเรียน
"ลูกต้องเรียน ม.ต้น สายคณิต-อังกฤษ หากลูกชอบคณิตศาตร์ ให้ลูกเรียต่อ ม.ปลาย สายวิทย์-คณิต หากลูกชอบภาษาอังกฤามากกว่า ให้ลูกเรียนสายศิลป์ภาษา" คำพูดเหมือนเป็นการบอกแผนที่ชีวิต เพื่อให้ผมได้มีข้อมูลเพื่อเลือกและตัดสินใจเอง หลังจากที่ผมรู้ตัวว่าชอบคณิตศาสตร์มากกว่า และได้เลือกเรียนสายวิทย์ แม่ของผมก็ยังมากระซิบบอกอีกว่า หากลูกรักษาระดับผลการศึกษาให้อยู่ 1 ใน 3 ของโรงเรียนได้ลูกจะได้เลือกเรียนคณะวิศวกรรม เพราะโรงเรียนมีโค้วต้าจาก ลาดกระบัง ม.เกษตร ลูกจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปแข่งขันสอบเอ็นทรานส์กับใคร เพียงแต่ลูกต้องขยันสม่ำเสมอ" เพียงเพราะเชื่อในคำพูดของแม่ผมก็ได้โค้วต้ามาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ รู้ผลว่าจะได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งแต่ยังไม่จบ ม.6 เลย สบายจัง
เนื่องจากผมเป็นคยที่ค่อนข้างพูดมาก จนบางครั้งก็ออกจะเหมือนเป็นคนเพ้อเจ้อ แม่จะต้องสังสอนผมด้วยคำพูดที่ว่า "ลูกจะต้องหัดอ่านหนังสือให้มากๆ ฟังมากๆ แล้วลูกจะเป็นผู้รู้ ลูกจริง ทั้งลึก ทั้งกว้าง โดยลูกจะต้องรู้ลึกในวิชาชีพของตน และรู้กว้างในเรื่องของโลกภายนอก อย่ารู้แต่เฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ บางครั้ง การเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ก็จะทำให้ลูกของแม่ ได้รับอะไรดีๆ โอกาสดีๆ เข้ามาในชีวืต" รู้สึกว่าแม่ของผมจะคาดหวังอะไรกันนักกันหนาในตัวผม ผมเริ่มรู้สึกว่าคนแม่ของผมเริ่มจะขอผมมากไป แต่ผมก็รักแม่เลยทำตามแม่ต่อไป "แม่ว่าลูกจต้องเรียนต่อ ป.โท นะ ป.ตรี มันไม่พอกับสังคมที่มีการแข่งขันแบบนี้หรอก แม่เชื่อว่าลูกของแม่ทำได้" แล้วผมก็ทนกับคำพูดของแม่ที่ว่าลูกต้องเรียนต่อโท ไม่ไหว เลยทำให้ต้องเก็บตัวอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ ป.โท เป็นเวลาถึง 1 ปี แล้วผมก้ได้เรียนต่อ ป.โท วิศวกรรมโยธา(วิศวกรรมขนส่ง) ได้สมใจ หลังจากที่เรียนจบได้งานทำที่ดี ซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหม่ได้ มีคนรักที่ดี ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ได้ไปเที่ยว กิน ดื่มในที่ดีๆ ของเมืองไทย แม่สอนผมให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ผมต้องเรียนพิเศษตอนเย็น และวันเสาร์อาทิตย์ ปิดเทอมก็ยังต้องเรียพิเศษล่วงหน้าอีก ระหว่างเรียนผมก็ทำกิจกรรมมากมาย ได้เกียรติบัตรมากมาย ซึ่งมันคือการฝึกฝนให้ผมเป็นผมในทุกวันนี้ แม่ของผมไม่มีทรัพย์สมบัติมากมายที่จะมอบให้ แต่สิ่งล้ำค่าที่แม่ได้มอบให้กับผมคือ สติปัญญา การรู้จักใช้ชีวิต การรู้จักพึ่งพาตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตของผมมีแต่ความก้าวหน้า และประสบความสำเร็จเป็นลำดับขั้นขึ้นไป วันนี้แม่ของผมก็กำลังฝันอีกแล้วครับ ท่านฝันว่า อยากให้ผมเรียนต่อ ปริญญาเอก หรือไม่ก็มีกิจการอะไรเป็นของตนเองก็จะดีไม่น้อย ผมไม่รู้จะทำให้แม่ได้ชื่นใจได้ไหม เพราะการเรียน ป.เอกต้องใช้เงิน และเวลาค่อนข้างเยอะ แต่ก็จะพยายามต่อไปครับ วันนี้เลยเขียนบทความนี้ เพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่ที่คอยพร่ำสอน ชี้แนวทางการดำเนินชีวิต สอนให้ลูกได้เรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะทำในแต่ละวัย ด้วยเหตุนี้แหละครับ ผมจึงจั่วหัวว่า "แม้นไม่มีแม่ ยากแท้จะดีได้" รักแม่นะครับ.. |
|
ความรัก
|
|
Written by janjira
|
|
Thursday, 12 August 2010 17:45 |
|

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้วันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแม่ที่เวียนมาบรรจบครบอีกหนึ่งปีแล้วนะค่ะ เทศกาลวันแม่เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ควรระลึกถึงู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตเรา ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณของเรา ผู้หญิงที่เราเรียกว่า “แม่” ไม่รู้ว่าวันนี้ลูก ๆ ทุกคนได้กราบหรือไหว้คุณแม่หรือยังนะค่ะ ถ้ายังก็ยังไม่สายเกินไปค่ะ กับไปบอกรักท่าน พาท่านออกไปทานข้าวนอกบ้าน ส่วนฉันเองทุกปีพอตื้นเช้ามาก็จะเข้าไปกอดไปหอมแม่ และบอกว่ารักแม่ พอตอนเย็นก็จะพาไปทานข้างนอกบ้าน แต่ปีนี้คงไม่ได้อยู่ใกล้แม่เหมือนกับทุกปี เพราะคุณแม่ได้ย้ายไปอยู่กับคุณพ่อที่ใต้แล้ว ส่วนตัวของฉันเองทำงานที่กรุงเทพฯ ได้แต่ส่งของขวัญและการ์ดอวยพรให้คุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุข และอยู่กับฉันและน้องไปนาน ๆ แม้เราสองคนแม่ลูกจะห่างกันไกลแต่เรายังจะโทรหากันทุกวัน ไม่มีวันไหนที่เราจะไม่รักและคิดถึงกัน ในถึงแม้ในวันนี้เราจะเติบโตซักเพียงไหน แต่ในสายตาของผู้เป็นแม่เราก็เห็นเรายังเด็กอยู่เสมอ
ท่านผู้อ่านจำกันได้หรือไม่ว่าเรากอดแม่หรือบอกรักแม่เมื่อไหร่บ้าง จำกันได้มั๊ยว่าเราทำให้แม่มีความสุขและดีใจเมื่อไหร่บ้าง หลายสื่อต่างบอกเสมอว่าวันแม่ขอให้ลูก ๆ ทุกคนระลึกถึงและกลับไปหาแม่ รักแม่ กราบแม่ อย่างน้อยเพียงแค่ปีละวันก็ดีมากพอแล้วสำหรับคนที่อยู่ไกลและมีวิถีชีวิตที่สับสน แต่ทำไมเพียงแค่วันเดียวในรอบปีเท่านั้นหรือ ตัวเราเองน่าจะรู้ว่าทุกวัน ทุกเวลา ทุกวินาทีและทุกลมหายใจเข้าออกของแม่จะมีลูกอยู่เสมอ แล้วทำไมลูกจะมีแม่ในทุกวัน ทุกเวลา ทุกวินาทีและทุกลมหายใจเข้าออกบ้างไม่ได้ งาน ๆ งานๆ เพื่อน คนรัก สังคม กิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ทำให้เราห่างจากแม่มากขึ้น นั่นคือคำตอบ อยากทำงานมาก ๆ เพื่อให้แม่สบาย หรือตัวเราสบายกันแน่ อยากมีเพื่อนมีสังคมเพราะแม่ก็มีเพื่อนมีสังคมของตัวเอง แต่เรารู้หรือไม่ว่าสังคมและเพื่อนของแม่คือลูกต่างหาก ไม่ต้องแบ่งเวลาของเราใหม่ให้แม่ เพราะแม่ไม่เคยแบ่งเวลาของแม่ให้ลูก แต่เวลาของแม่เป็นของลูกทั้งหมด เวลาที่มีเท่ากันแม่สามารถทำอะไรได้มากมายหลายอย่างและคิดถึงลูกได้ในเวลาเดียวกัน ทำไมลูกอย่างเราจะทำบ้างไม่ได้ อย่าบอกกับใคร ๆ ว่าเรารักแม่มากแค่ไหน เพราะคนฟังคงไม่ซึ้งหรือรู้สึกกับคำบอกของเรามากมายนัก แต่ให้บอกกับแม่ของเรา กับคำสั้น ๆ ว่า "ลูกรักแม่" คือของขวัญ คือพลัง คือกำลังใจและยารักษาโรคขนานเอกให้กับแม่ คำบอกรักแม่และเพียงแค่เรากราบที่ตักแม่ พร้อมมาลัยมะลิหรือของกิน หรืออะไรก็ได้ที่เราอยากให้แม่ หรือไม่มีอะไรก็ตาม แค่เราบอกรักแม่ กอดแม่ เราก็ได้ให้ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ให้กับแม่ของเราแล้วและเราก็จะได้รับของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับมา "ความรักจากแม่" ส่งให้เรามีพลัง มีกำลังใจ มีแรงสู้ชีวิตต่อไป
|
|
Last Updated on Thursday, 12 August 2010 23:16 |
|
Read more...
|
|
|
|
|
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>
|
|
Page 6 of 21 |