Saturday 11 Sep 2010
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default style
  • blue style
  • red style
  • yellow style
LazyLeo ยินดีต้อนรับ
ไข้ทับฤดู....เป็นอย่างไร PDF Print E-mail
Custom Search
เกร็ดความรู้
Written by janjira   
Sunday, 01 August 2010 01:04

      สวัสดีค่ะเป็นอย่างไรกันบ้างคะ Long Weekend ที่ผ่านมาคงเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่สุขสันต์ ไปท่องเที่ยวลันล๊ากันที่ไหนมาบ้างค่ะ  หลายคนคงพาครอบครัวไปเที่ยวที่ไหนสักที่ในในหยุดยาวแบบนี้ แต่ตัวฉันเองที่หายเงียบไปเลยก็เพราะว่ากลับบ้านที่ใต้ จังหวัดปัตตานี หลายคนคงสงสัยกันว่าไม่กลัวระเบิดบ้างหรือ บอกได้เลยว่ากลัวเหมือนกัน แต่ทำอย่างไรได้ล่ะค่ะ คนในพื้นที่เขายังดำรงชีวิตอยู่กันได้เลย แล้วตัวฉันเองคุณพ่อก็เป็นคนใต้ไม่เห็นต้องกลัว แค่ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตมากกว่า จะไปไหนมาไหนก็ต้องระมัดระวังตัวนิดหน่อย แต่ที่ห่างหายไปเกือบหลายวัน ไม่ได้ไปไหนมากหนัก เพราะว่าฉันป่วยเป็นไข้ทับฤดู หรือที่โบราณเรียกว่า ไข้ระดู  นอนอยู่กับบ้าน 4 ล้วนที่ผ่านมา ตั้งแต่ 27 – 29 ลุกไม่ขึ้นเลยค่ะ ตั้งใจว่าจะกลับไปทำงานวันที่ 28 ปรากฏว่าพอลุกขึ้นแล้วหน้ามืด เวียนหัว ไข้ขึ้นสูงมา กินยาแก้ไข้ ไข้ก็ยังไม่ลด  ทานอะไรไม่ค่อยได้  แม่เอานมมาให้ทาน ทานเข้าไปก็อาเจียนออกมา พอไข้จะลด ๆ ลงหน่อย ก็ขึ้นมาอีก  ขนาดวันที่ 29 เดินทางกลับบ้านที่ใต้ขึ้นกรุงเทพ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ยะลา 4 ทุ่ม มาถึงบ่ายสองโมงของวันที่ 30 กะว่าจะไปทำงานต่ออีกซักสองสามชั่วโมงก็ยังดี เพราะขาดงานมาโดยไม่ได้ลาแล้ว 2 วัน จะโทรไปหาผู้จัดการสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี เพราะบ้านพ่ออยู่ติดกับภูเขาเลยไม่ค่อยมีสัญญาณ อยู่ที่โน่นก็เครียดเหมือนกันกลัวใครหลายคนจะว่า ว่าขาดงานหลายวัน แต่จะทำอย่างไรได้ เราไม่สบายร่างกายไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้น เพราะพิษไข้ และอีกอย่างติดต่อกับใครไม่ได้เลย ขนาดจะไปหาหมอในตัวเมืองยังลำบากเลย อาศัยทานยาลดไข้ให้ทุเลาลงแค่นั้นเอง  ขนาดวันนี้กลับไปทำงานวันแรกของสัปดาห์ยังรู้สึกเวียนหัว ทานอะไรเข้าไปก็จะอาเจียนเหมือนคนแพ้ท้องเลยก็ว่าได้  รู้สึก คั่นเนื้อคั่นตัว เจ็บคอ  ก็เลยอยากนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องไข้ทับฤดูมาไว้เป็นความรู้ให้แก่ท่านผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน ซึ่งสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้

Last Updated on Monday, 02 August 2010 18:14
Read more...
 
การตัดม้าม..ธาลัสซีเมีย(ตอนที่ 8) PDF Print E-mail
สุขภาพ (Healthy)
Written by janjira   
Friday, 23 July 2010 09:03

 

         

         สวัสดีค่ะ เห็นมีท่านผู้อ่านหลาย ๆ ท่านสนใจเรื่องโรคธาลัสซีเมียกันมากขึ้น คนเขียนเองก็รู้สึกภูมิใจอย่างไรบอกไม่ถูกเหมือนกัน ตอนแรกที่เข้ามาเขียนเรื่องนี้ยังคิดอยู่เลยว่าจะมีคนสนใจหรอ แต่พอเขียนไปเขียนมาก็มีคนสนใจและเข้ามาถามข้อสงสัยกันมากขึ้น รู้สึกมีกำลังใจ ที่ยังมีใครสนใจในเรื่องที่เราเขียนก็เลยต้องเขียนให้จบ เพราะเรื่องของโรคธาลัสซีเมียยังมีอีกมากมายที่ท่านผู้อ่านหลาย ๆ คนยังไม่รู้ ก็นำความรู้ในเรื่องโรคนี้มาถ่ายทอดความรู้ให้ท่านผู้อ่านได้นำไปแนะนำกับใครอีกหลายคน ถึงแม้ว่าตัวของเราเองจะไม่ได้เป็นโรคนี้ก็ตาม  แต่เราสามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาได้  วันนี้ก็เลยนำความรู้เรื่องการตัดม้ามของผุ้ป่วยธาลัสซีเมียมาฝากกัน เพราะหลังจากได้บอกเล่าไปแล้วว่าขั้นตอนวิธีการรักษาผุ้ป่วยธาลัสซีเมียสามารถทำได้วืธีใดบ้าง หนึ่งในนั้นก็คือการตัดม้าม   

Last Updated on Friday, 23 July 2010 09:24
Read more...
 
ข้อควรรู้.....ปลูกถ่ายไขกระดูก (ตอนที่ 7 ) PDF Print E-mail
สุขภาพ (Healthy)
Written by janjira   
Friday, 23 July 2010 08:40

          สวัสดีค่ะนานแล้วนะค่ะที่ฉันได้พูดถึงการปลูกถ่ายไขกระดูกสำหรับผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่มีข้อควรรู้อีกหลาย ๆ อย่างที่อยากนำมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นความรู้และสามารถนำไปแนะนำบุคคลที่เป็นโรคที่ต้องใช้วิธีการปลุกถ่ายไขกระดูกได้ เพราะการปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรหนักต้องมีข้อควรระมัดระวังต่าง ๆ มากมาย  

การปลูกถ่ายไขกระดูก (BMT หรือ Bone Marrow Transplant) เป็นหัตถการ (Procedure) ที่ค่อนข้างใหม่ในการใช้รักษาหลายต่อหลายโรคซึ่งครั้งหนึ่งรักษาไม่ได้ หลังจากปี ค.ศ.1968 (พ.ศ.2511) ที่มีการปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จเป็นครั้งแรก ก็ได้มีการพัฒนามารักษาโรคร้ายต่างๆ อาทิเช่น
        มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
        โรคโลหิตจางชนิด Aplastic anemia
        มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เช่น Hodgkin's disease
        มะเร็งชนิด Multiple Myeloma
        ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
        มะเร็งเนื้อตัน เช่น มะเร็งเต้านมและรังไข่    เมื่อปี 2534 มีการปลูกถ่ายไขกระดูกถึง 7,500 ราย ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า BMT จะช่วยชีวิตคนไว้ปีละหลายพันราย แต่คนไข้ที่ต้องใช้วิธีปลูกถ่ายไขกระดูกอีกกว่าร้อยละ 70 ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สามารถหาผู้บริจาคที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้

   

Last Updated on Friday, 23 July 2010 08:41
Read more...
 
กว่าจะรู้..และเข้าใจ PDF Print E-mail
ข้อคิดดีๆ (Positive Thinking)
Written by janjira   
Thursday, 22 July 2010 22:32

          ท่านเชื่อไหมว่าความรักนั้นก็เปรียบเหมือนกับผีเสื้อ ที่วิ่งไล่ตามโดมดมดอกไม้ไปเรื่อย ๆ มันคงคงเหมือนกับความรักของใครอีกหลาย ๆ คนที่ยิ่งวิ่งเข้าหามันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งห้างเราออกไปทุกที แต่ถ้าเราลองปล่อยความรักนั้นไป มันกับจะเข้ามาหาเราเอง ถ้าเราไม่เคยคิดคาดหวังกับมันมาก ความรักก็สามารถทำให้เรามีความสุข แต่มักจะทำให้เราเจ็บปวด แต่ถ้าความรักนั้นจะเป็นสิ่งที่พิเศษ ถ้าเราได้มอบมันให้กับใครสักคนที่คู่ควร สำหรับใครที่ไม่ใช่คนโสด เขาบอกว่าความรักนั้นไม่ใช่การเป็นคนดีพร้อม สมบูรณ์ของใคร แต่รักคือการหาใครซักคนหนึ่งที่ช่วยให้เราเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เราดีได้ สำหรับใครที่เป็นคนเจ้าชู้  อย่าได้พูดคำว่ารักอีกเลย ถ้าเราไมได้ใส่ใจกับความหมายนั้น อย่าพูดถึงความรู้สึก ถ้ายังไม่ได้รู้สึกอย่างที่คิด อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของใครเลย ถ้าเราจะทำให้ใครคนนั้นต้องเสียใจ  อย่าไปมองลึกถึงดวงตา ถ้าคำพูดของเราล้วนเป็นคำที่โกหกทั้งนั้น  สำหรับใครที่ยังไร้เดียงสาในเรื่องของความรัก เราจะรักได้อย่างไร รักได้แต่อย่าลุ่มหลง คงเส้นคงวาแต่ไม่ดื้อรื้น แบ่งบัน และไม่เอาเปรียบพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าที่จะเรียกร้องหาความเจ็บ แต่อย่าได้เอาความเจ็บนั้นติดตัวไปตลอดทั้งชีวิต สำหรับใครที่กำลังอกหก การอกหัก มันจะยืดยาวเท่าที่เรานั้นต้องการให้มันเป็น และความรู้สึกเราได้เจ็บปวดมากเท่าที่เรายอมให้บาดแผดนั้นลึกลงไปในใจ สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่จะพ้นจากสภาพการอกหักได้ แต่ในขึ้นอยู่กับว่าเราเรียนรู้จากมันได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก สำหรับใครที่ยังหลงอยู่กับรัก เขาบอกเอาไว้ว่ามันเจ็บปวดที่เห็นคนที่เรารักมีความสุขกับคนอื่น แต่มันจะเจ็บปวดยิ่งกว่าถ้าคนที่เรารัก ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับเรา และสำหรับใครที่กลัวต่อการสารภาพรักเรากลัวที่ต้องบอกเลิกกับใครสักคน แต่มันจะเจ็บยิ่งกว่าถ้ามีคนมาบอกเลิกกับเราก่อน แต่มันจะเจ็บอย่างที่สุด หากคนที่เรารักไม่เคยได้รู้มาก่อนเลยว่า เรารักเขามากแค่ไหน สำหรับใครที่ยังคบ ๆ กันอยู่ มีคนเขาบอกว่า  สิ่งที่น่าเสียใจที่สุดในชีวิตคือ การที่เราพบ และรักใครสักคนจนสุดท้ายพบว่ามันไม่ใช่ และเราเองที่ต้องเสียเวลาไปเป็นปี ๆ ให้กับคนที่คนที่ไม่คู่ควร ถ้าเขาคนนั้นของเรา ไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเรา จะมาเสียเวลากับเขาทำไม ปล่อยเขาไปเถิด

 

Read more...
 
ที่มา... วันเข้าพรรษา PDF Print E-mail
เกร็ดความรู้
Written by janjira   
Thursday, 22 July 2010 22:03

         

 

        สวัสดิดีค่ะวันนี้เป็นวันที่สำคัญทางศาสนาของชาวพุทธอีกวันหนึ่ง วันนี้ฉันกนำเกร็ดความรู้เรื่องันเข้าพรรษามาให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกันว่าที่มาที่ไปของวันเข้าพรรษานั้นเป็นเช่นไร ทัง้ที่ตอนฉันเด็ก ๆ ก็ไม่เข้าไจเหมือนกันว่าทำไมวันเข้าพรรษาทีไร ครอบครัวถึงพาฉันไปทำบุญด้วยการถวายเทียนที่วัด นึอยู่ในใจว่าพระท่านไม่มีปัจจัยซื้อเทียนใช้หรืออย่างไร แต่พอโตขึ้นถึงเข้าไปว่ามันเป็นวันที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวพุทธ

        เดือน ๘ เป็นเดือนอยู่ในระยะหน้าฝน และเป็นเดือนที่พระอยู่จำพรรษาตลอดสามเดือน ไม่ไปค้างคืนที่อื่น ยกเว้นแต่มีกิจที่จำเป็น บางทีพอที่จะอนุโลม ให้ไปค้างคืนที่อื่นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๗ วัน ถ้าเกินนั้นถือว่าพรรษาขาด โดยปกติแล้วกำหนดเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของปีที่เป็นปกติมาส(๘ หนเดียว) เป็นวันอธิฐานเข้าพรรษา สำหรับปีที่เป็นอธิกมาสคือ ๘ สองหน กำหนดเอาวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๘ หลัง เป็นวันอธิฐานเข้าพรรษา เพราะมีกำหนดทำกันในเดือน ๘ เป็นประจำ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเดือนแปด” 
        วันเข้าพรรษา เป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มอยู่จำพรรษาตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8 จนถึงกลางเดือน 11 วันเข้าพรรษาที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้มีอยู่ 2 วันคือ    วันเข้าปุริมพรรษา คือเข้าพรรษาแรก ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนถึงวันเพ็ญกลางเดือน 11 วันเข้าปัจฉิมพรรษา คือวันเข้าพรรษาหลัง ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 9 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 12
        เมื่อเข้าพรรษาแล้วหากภิกษุมีกิจธุระจำเป็น อันชอบด้วยพระวินัย พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ไปได้ โดยมีข้อจำกัดว่าจะต้องกลับมายังสถานที่จำพรรษาเดิมภายใน 7 วัน ที่เรียกว่า สัตตาหกรณียะ ดังต่อไปนี้
1. เมื่อทายกทายิกา ปราถนาจะบำเพ็ญกุศล เมื่อมานิมนต์ก็ให้ไปเพื่อรักษาศรัทธาได้
2. ถ้าสงฆ์ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเกิดอธิกรณ์ขึ้น ก็ให้ไปเพื่อระงับอธิกรณ์ได้
3. ถ้าบิดา มารดา ญาติ พี่น้อง พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ เป็นไข้ เมื่อทราบก็ให้ไปได้
4. พระวิหารในที่แห่งอื่นเกิดชำรุดเสียหาย ให้ไปหาสิ่งของเพื่อมาปฏิสังขรพระวิหารนั้นได้
5. เมื่อถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น พระวิหารถูกไฟไหม้ หรือถูกน้ำท่วม ก็ให้ไปจากที่นั้นได้
6. เมื่อชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป ก็ให้ไปกับพวกชาวบ้านได้โดยให้ไปกับชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสศรัทธาสามารถที่จะให้ความอุปถัมภ์ได้
7. เมื่อที่ใดเกิดความขาดแคลน อาหารหรือยารักษาโรค ขาดผู้อุปถัมภ์บำรุง ได้รับความลำบากก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
8. ถ้าหากมีผู้เอาทรัพย์มาล่อ ก็อนุญาตให้ไปจากที่นั้นได้
9. หากภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แตกกันหรือมีผู้พยายามจะให้แตกกัน ถ้าการไปจากที่นั้นสามารถระงับการแตกกันได้ ก็อนุญาตให้ไปได้
ในวันเข้าพรรษา ถือว่าเป็นกรณียกิจพิเศษสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จะมีการประชุมกันในพระอุโบสถ ไหว้พระสวดมนต์ ขอขมาซึ่งกันและกัน เสร็จแล้วก็ประกอบพิธีเข้าพรรษา ภิกษุจะอธิษฐานใจตนเองว่า ตลอดฤดูกาลเข้าพรรษานี้ตนเองจะไม่ไปไหน  

        

Read more...
 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Page 8 of 21

Who's Online

We have 31 guests online

Leo Shop Showtimes

duck-404.jpg
Share |

Example Pages

Statistics

Members : 14
Content : 282
Content View Hits : 140921

ads