Saturday 11 Sep 2010
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
  • default style
  • blue style
  • red style
  • yellow style
เกาหลีฟรีเวอร์ PDF Print E-mail
Custom Search
Written by ป้าเครือ   
Wednesday, 13 January 2010 23:58

         ช่วงนี้ใครๆก็อยากไปเที่ยวเกาหลีกัน ถามไถ่คนที่เคยไปมาแล้วบอกว่าไปเถอะดีมากเลยพี่ ประจวบเหมาะกับเพื่อน ๆ หลายคน
สนใจอยากไปเล่นสกีกัน เปิดเน็ตดูมีทัวร์ราคาย่อมเยา ลูก ๆ เปิดไฟเขียวให้รีบไปเที่ยวตอนที่ยังแข๊งแรงอยู่  รวมกลุ่มได้ 8 คน ชื้อทัวร์
บริษัท ดีสคัพเวอรี โกเรีย ในราคาเพียง 23ู900 บาท โดยมีค่าเครื่องบินไป-กลับ ค่าอาหารทุกมื้อ ค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ ค่าที่พัก
ค่ารถรับส่งนำเที่ยว ค่าภาษีสนามบิน ค่าประกันอุบัติเหตุ  กำหนดการเดินทางวันที่ 6 - 10 มกราคม 2553

 

          ก่อนเดินทางต้องเตรียมเครื่่องกันหนาวให้พร้อม รองเท้าควรเป็นรองเท้า  บู้ท ถุงเท้าหนา ๆ อย่างน้อย 2 ชั้น หมวกกัน
ความหนาวมีที่ปิดหู หรือจะซื้อที่ปิดหูกันหนาวสวย ๆ ก็ดี แถวแพตตินัม ถุงมืออย่างหนาหรือถุงมือหนัง เสื้อใส่หลาย ๆ ชั้น และมีแผ่นให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายช่วยได้มาก แลกเงินวอนไว้เยอะ ๆ เพื่อช็อป  เตรียมบัตรเครดิตไปเผื่อขาดเผื่อเหลือช็อปเพลิน  เมื่อพร้อมถึง
วันเดินทาง ไปพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 6 มกราคม  เวลา 11.00 น. ที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ชั้น 4 เคาน์เตอร์ 5
สายการบินแห่งชาติเกาหลี   (LJ) ประตูทางเข้าหมายเลข 8 โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ให้การต้อนรับ และอำนวยความสะดวกก่อนขึ้นเครื่อง 14.50 น. บินลัดฟ้าสู่สาธารณรัฐเกาหลีโดยสายการบิน JIN AIR(LJ) เที่ยวบินที่ LJ 002 ชึ่งมีผู้โดยสารเต็มเครื่องเกือบ 200 ชีวิต
มีบริการอาหาร 1 มื้อ เครื่องดื่มมีโค้ก น้ำส้ม น้ำเปล่า ขอได้ตลอดเวลา  เห็น Air Hostes ทำงานน่าเหนื่อยเหมือนกัน เดินบริการตลอดเวลา 5 ชั่วโมงที่เครื่องลอยลำอยู่บนฟากฟ้า  เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินซอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ เวลา 22.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น
ซึ่งจะเร็วกว่าเมืองไทย 2 ช้่วโมง เพื่อความสะดวกในการนัดหมายทุกคนปรับนาฬิกาให้ตรงกับเวลาท้องถิ่น  หลังจากผ่านการตรวคนเข้าเมืองและศุลกากรแล้ว  ไกด์นำไปรับประทานอาหาร   ก่อนเ้ข้าที่พักที่เมืองอินซอน

          ลงจากเครื่่องสัมผัสกับความหนาวยะเยือกช่วงออกจากงวงช้าง เข้าสุ่บริเวณสนามบิน ตรวจคนเข้าเมืองมีปัญหากับลูกทัวร์
ชายหญิงคู่หนึ่งไม่ผ่าน ถูกกักไว้ที่สนามบินเช้ารุ่งขึ้นทางศุลกากรจะส่งกลับเมืองไทยทันทีหากสายการบินใดมีที่ว่าง  ทราบภายหลัง
จากไกด์ว่าบริษัทก็พอรู้ว่าเขาจะเข้้าเกาหลีแล้วโรบินฮู้ดเลย  แต่ไม่รับก็ไม่ได้เพราะเขาจะไปพูดให้บริษัทเสียหาย ทั้งนี้เกาหลีเขาเข้มงวดเรื่องตรวจคนเข้าเมืองมาก เคยได้รับคำบอกเล่ามาว่า มีคนไปทำศัลยกรรมจมูก ใบหน้า (ซึ่งเราก็็รู้ ๆ กันว่าเกาหลีเขามีชื่อเสียงด้านศัลยกรรมมาก) ตอนกลับเมืองไทยถูกกักตัวไว้ที่สนามบินเกาหลีเพราะรูปในพาสปอร์ตกับตัวจริงไม่เหมือนกัน  ใครที่คิดจะไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี ็ต้องศึกษากันก่อนนะ   ก่อนออกจากสนามบินเตรียมเสื้อกันหนาวไว้แล้วแต่ยังรู้สึกว่าหนาวจับใจ ไกด์ท้องถิ่นเป็นคนไทย ชื่อยุทธนา ตั้งชื่อเสียใหม่ว่าเคโละ นำไปยังรถบัสที่จอดรอไว้เล่าถึงพายุหิมะเมื่อ 2 วันก่อนที่เราจะเดินทางมาถึง การจราจรหยุดนิ่งไปเลย แต่ถึง
วันนี้ทุกอย่างอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมในการเดินทาง ถนนหนทางเคลียหิมะออกไปพอให้รถวิ่งได้อย่างสบาย  สองข้างทางยังเต็ม
ไปด้วยหิมะ หลังคาบ้าน หลังคารถ หิมะปกคลุมหนามาก ต้นไม้มองไม่เห็นใบ อะไรที่อยู่ในที่โล่งจะถูกหิมะปกคลุมขาวหนา  เป็นภาพ
ที่สวยงามมาก  ตามข่าวที่กรุงเทพฯ ว่าหิมะตกหนักมากที่สุดในรอบ 50 ปี หรือ 70 ปี ทำนองนี้แหละ  นั่งบนรถมองไม่่เห็นวิวสอง
ข้างทาง เพราะกระจกเป็นฝ้าหนา ลองเอามือลูบดูเหมือนกับน้ำแข็ง  ลบแป้บเดียวก็เป็นฝ้าหนาอีกแล้ว  หมดความพยายามประกอบกับ
มืดมองอะไรไม่ถนัด  ไกด์เคโละบอกว่ามาช่วงนี้คุ้มสุด ๆ  เขาทำทัวร์ที่เกาหลีมา 3 -4 ปีแล้วยังไม่เคยเห็นหิมะสวยแบบนี้มาก่อนเลย
ไซโคไปนั่น  อาหารที่แวะทานก่อนเข้าที่พัก  มีชื่อเรียกว่า DUKALBI เป็นไก่ผัดเผ็ดบาร์บีคิว  เป็นเนื้อไก่ที่หั่นพอคำ คลุกเคล้าด้วยซีอิ้ว
เครื่องปรุง และหมักทิ้งไว้จนได้ที่  จึงนำเนื้อไก่และผักมาผัดบนกระทะยักษ์ ทานพร้อมกับ กิมจิ (ผักกาดดอง)  ถั่วก็แปรรูป กินเค็ม ๆ
เป็นเครื่องเคียงไว้ทุกมื้อ  ซุปสาหร่ายและข้าวสวย  การบริการเสริฟอาหารเป็นหน้าที่ของไกด์  ซึ่งมีทั้งหมด 4 คน คือ หัวหน้าไกด์
จากกรุงเทพฯ ไกด์ท้องถิ่น ไกด์ฝึกงานที่เรียนจบแล้วเป็นผู้ช่วย และไกด์ที่กำลังศึกษาอยููููู่มีหน้าที่ดูอย่างเดียวยังไม่ต้องทำอะไร  
ส่วนไกด์ที่เป็นผู่ช่วยจะต้องทำหน้าที่ถ่ายรูปคณะทัวร์ไว้เยอะ ๆ เพื่อนำมาขายในวันสุดท้าย เป็นข้อตกลงขององค์กรอะไรทำนองนี้ 
หลังจากทานอาหารมื้อดึกแล้วเข้าที่พัก   ไกด์จะเป็นผู้จัดการเรื่องยกกระเป๋าเดินทางให้  ทางโรงแรมไม่มีบริการเหมือนกับบ้านเรา 
เพราะชาวเกาหลีเขาจะไม่ทำงาน 3 D คิอ Danger  Duty .........เช้าวันที่ 7    มอร์นิ่งคอล 6.00 น. ตามด้วยเสียงไกด์ปลุกอีก 15 นาที่
ต่อมา แ่ต่เราตื่นก่อนเขาปลุกทุกวัน  ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะได้เที่ยวกันให้เต็มอิ่มตามรายการของบริษัททัวร์และไกด์ที่จะจัดให้พิเศษ
อีกต่างหาก  คนใดคนหนึ่งช้าจะทำให้เสียเวลามาก ทุกคนต้องรักษาเวลาอย่างเคร่งครัดเพื่อหมู่คณะ  ซึ่งกลุ่มทัวร์ครั้งนี้มี 30 คน 
ทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดไว้ซึ่งเปรียบเทียบกับโรงแรมบ้านเราไม่ได้เลย  ถ้าใครคอกาแฟขอแนะนำให้นำกาแฟไปชงเอง  กาแฟ
ที่นี่ใสโจ๊ะ  ไม่มีรสชาติเลย  แต่เรามาเที่ยวก็ต้องรับวัฒนธรรมอาหารของเขาด้วย  ทานเสร็จขึ้ั้้้ึ้นรถ 8.00 น. นั่งรถไปยังกรุงโซลผ่าน
ซองวาแด หรือบลูเฮ้าส์ ทำเนียบของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ชื่อ ลี เมียง บัค ประธานาธิยดีลำดับที่ 8 ของเกาหลัใต้ (ระหว่างรถ
แล่นผ่านไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหรือถ่ายวีดีโอ) 

          รถจอดให้ไปถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์นกฟินิกซ์  สัญลักษณ์ความเป็นอมตะ และชมทัศนียภาพอันงดงามของภูเขารูปหัวมังกร 
และวงเวียนน้ำพุ  ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดของกรุงโซล  ป้าเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพไปหน่อย เขาเรียกขึ้นรถไม่ได้วิ่ง
ตามเขาไป หันมาไม่เจอใครเดินตามคนที่เดินกลับรถเป็นแถว เขาข้ามถนนก็ข้ามตามเขาไปด้วย  มองหารถไม่เจอต้องไปขอ
ความช่วยเหลือจากตำรวจเกณฑ์เกาหลีหนุ่ม ๆ คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเสาไฟฟ้า เขาข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม พอดีไกด์ลงจากรถที่จอดอยู่
ฝั่งตรงข้าม ส่งภาษากัน มารับป้าขึ้นรถ เฮ้อ ใจสั่นไปหมดเลย  หลงตั้งแ่ต่วันแรกเลยหรือนี่ จำรถยังไม่ได้เพราะยึดไกด์เป็นหลัก เผลอแป้บเดียวมองหาใครไม่เจอ  เสื้อผ้าสีทึม ๆ เหมือนกัน  หน้าตาก์มองไม่รู้เรื่องเพราะปิดปากปิกจมูกกันหนาวเห็นแต่ลูกกะตา  ตั้งแต่นั้นมา
ลงจากรถก็ระมัดระวังมากขึ้น กลัวเป็นคนแก่หลงทางอีก

 

          จากนั้นไปขมพระราชวังเคียงบ็อค พระราชวังเก่แก่ที่สุดของราชวงศ์โซซอน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1394 โดยใช้เป็นศูนย์กลาง
การปกครองในสมัยโบราณ  เป็นทั้งที่ประทับและฐานอำนาจของพระเจ้าแทนโจ และต่อเนื่องมาถึงกษัตริย์ในราชวงศ์โซซอน  พระที่นั่ง
คืนซองจอน ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่ว่าราชการ  ต่อมาคณะปกครองเกาหลีของญี่ปุ่นได้สร้างอาคารรัฐสภาขนาดยักษ์ขึ้นคั่นกลาง 
เพื่อต้องการแสดงนัยเด่นชัดว่าต้องการตัดความผูกพันระหว่างราชวงศ์กับราษฎร  อาคารนี้ได้ถูกรื้อถอนไปในโอกาสครบรอบ 50 ปี
การปลดแอกจากญี่ปุ่น ในเขตพระราชวังยังมีพระตำหนักเคียวฮเวรู ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น  ตัวพระตำหนักถูกสร้างให้ยื่นออกไป
กลางสระน้ำที่เต็มไปด้วยฝูงหงส์ สร้างขี้นเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงพระราชทาน  มีภาพสวยให้ชมกันหลายภาพ จำไม่ได้ว่าหลัง
ไหนชื่ออะไรบ้าง

          หลังจากทานข้ากลางวันสไตล์เกาหลีเป็นไก่ตุ๋นโสม หรือซัมเคทัง อาหารตำหรับชาวังบำรุงสุขภาพคนละหนึ่งตัวบรรจุใน
หม้อเหล็กร้อน ไก่ตัวเท่ากำมือยัดใส้ด้วยข้าว และของบำรุงต่าง ๆ เช่นเม็ดพุทราแห้ง รากโสม  เก้ากี๋ ปรุงด้วยพริไทยดำ และเกลือ
พร้อมเครื่องเีคียงที่เรียกว่า กักดุกิ ทำจากหัวไชเท้าดอง และเส้นขนมจีนหนานุ่มแบบเกาหลี มีกลิ่นหอม พร้มกับเสริฟ อินซัมู
หรือเหล้าดองโสมแก้หนาวอีกด้วยคนละหนึ่งจอก อิ่มหนำสำราญกันแล้ว เดินทางไปหมู่บ้านอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำละคร
เรื่องดังและเป็นที่นิยมทั่วเอเซียในขณะนี้ Boy over lower F4 English vilage หรือ Gyeonggi English vilage Yangpyeong
เพิ่งเปิดให้เช้าชมเมื่อเดือนเมษายน ปี 2008 ทีผ่านมา สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมของ  เวอ์จิเนีย สหรัฐอเมริกา  ที่ให้ความรู้สึก
เหมือนอยู่ในสถานที่ต้นแบบมาก ๆ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้อง Fitness หอพักนักศึกษาแบบ Condominium
สระว่ายน้ำ โรงกีฬา และหอดูดาว  โรงเรียนมัธยมซันฮวา   เป็นตึกแบบยุโรป เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กเกาหลี 

          เดินชมสถานที่และถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก มีภาพดาราบนไม้กระดานอัดขนาดใหญ่กว่าตัวจริงเล็กน้อยตัดเหมือนนจริงยืนอยู่ 
วัยรุ่นกรี๊ดกร๊าดไปถ่ายภาพกับดาราบนแผ่นไม้อัดยังกับได้พบตัวจริงแนะ  ชี้ให้เห้นว่าเขาสร้างหนังจบ แต่เกาหลีรวยไม่่จบ
คงใช้สถานที่ที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อมา ใช้เวลาที่นี่ประมาณชั่วโมง  กลับไปรวมตัวกันที่รถเดินทาง
ต่อไปยังเกาะนามิ

         ตลอดเส้นทางไปเกาะนามิเลียบฝั่งแม่น้ำ......ซึ่งขณะนี้ผิวน้ำกลายเป็นน้ำแข็งสีขาวนวลเหมือนน้ำนม  นั่งเรือข้ามไปยังเกาะ
ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ กลางแม่น้ำ ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง  เสียงเรือกระทบกับน้ำแข็งหนาแตกเป็นก้อนใหญ่ ๆ เพราะมีเรือวื่งข้ามไปมาทุก
5 นาที  ลองนึกภาพความหนาวเหน็บก็แล้วกันว่าจะหนาวสักเพียงใด  อุณหภูมิประมาณ -15  ํ C   ณ เกาะแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำ
ละครทีวี Winter Love Song อันโด่งดังไปทั่วทั้งเกาหลี และเอเซีย ทิวทัศน์ที่มองเห็นขณะนี้เต็มไปด้วยหิมะ  ขาวโพลน  มองไม่เห็น
ความงามเหมือนที่ไกด์บรรยายไว้ เดินชมไม่ไหวหนาวเหลือเกิน นั่งรถซึ่งมีแผ่นพลาสติกคลุมบังลมและความหนาวได้บ้าง บริการชม
รอบเกาะในราคาคันละ 6,000 วอน นั่งได้เพียง 4 คน แวะให้ลงถ่ายภาพได้จุดเดียว แป๊บเดียวรอบเกาะ  มาที่จุดนัดพบที่ท่าเรือเวลา
18.00 น.  มีเตาผิงให้คลายหนาวได้บ้าง วันนั้นเราไ่ม่ได้สวมรองเท้าบู้ท  ส่วนถุงมือก็ต้องถอดเข้าถอดออกเพราะต้องถ่ายรูปกัน 
ความหนาวที่มือและเท้ายากที่จะแก้ไข 

          วันต่อไปต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ กว่า่จะกลับมาที่รถได้หนาวสั่นไปตาม ๆ กัน จากนั้นไกด์นำไปทานอาหารเย็น
เจอกรุ๊ปทัวร์คนไทยอีก 2-3 กรุ๊ปแถมเจอคนชัยนาทด้วยกันอีกต่างหาก ลักษณะอาหารเหมือนหมูกะทะเราดี ๆ นี่เองเรียกโอซัม พลโกกิ 
ประกอบด้วยปลาหมึกสด  หมูสไลดที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงได้ที่  นำมาผัดรวมกับผักสดนานาชนิด (มีกระหล่ำปลี  ผักกาดขาว)
บนกระทะร้อน ๆ  แต่ขาดไม่ได้ก็คือเครื่องเคียงที่เป็นผักดองเช่นเดิม  และข้าวสวยร้อน ๆ

         ทานอาหารเสร็จไกด์นำไปช็อปที่ตลาดทงแทมุน เป็นแหล่งช็อปที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย  ตั้งอยู่บริเวณประตูเมืองโบราณทาง
ทิศตะวันออก มีสินค้าหลากหลายชนิดตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ถ้าจะให้เทียบกับกรุงเทพฯก็คือตลาดโบ้เบ้นั่นเอง มีสินค้าทั้งในห้างใหญ่
ริมถนน และตามซอกซอย นัดหมายเวลาให้ช็อปเพียง ชั่วโมงครึ่ง ต่างแยกย้ายกันหาซื้อสินค้าที่สนใจราคาไม่แพง ไม่บอกราคาผ่าน
เหมือนปักกิ่ง ต่อได้เพียงเล็กน้อย ไม่มีการโก่งราคา พ่อค้าแม่ค้าอัธยาศัยดี ไม่ซื้อก็ไม่ว่า เวลาเดินซื้อของก็ไม่้ต้อง เกรงกล้วพวกฉกชิง
วิ่งราว

         วันนั้นป้าซื้อบู้ทได้หนึ่งคู่ ราคา 25,000 วอนถูกกว่าเมืองไทย และเสื้อยืดคอตลบแขนยาว ราค 10,000 วอน ( 1 บาท =
30 วอน อัตราแลกเปลี่ยนไม่แน่นอน) หาที่ปิดหูกันหนาว มีแต่แบบวัยรุ่นสวยมากแต่ไม่เหมาะกับป้า คงยังอาศัยหมวกไหมพรมที่ซื้อ
จากเขาค้อ มีที่ปิดหูดูเรียบร้อยดี  ได้เวลานัดหมายทุกคนได้ของติดไม้ติดมือกันคนละ 2-3 ชิ้น ขึ้นรถกลับไปพักโรงแรมเก่าที่
เมืองอินซอนถึงที่พักประมาณห้าทุ่มครึ่งตาม เวลาท้องถิ่น

          เช้าัวันที่ 8 ม.ค. ถูกปลุก 2 ครั้งเช่นเดิม วันนี้เตรียมป้องกันความหนาวได้ดีกว่าเมื่อวาน  ติดแผ่นพลาสม่าช่วยให้ความอบอุ่น
แก่ร่างกาย สวมรองเท้าบู้ทคู่ใหม่อย่างทุลักทุเล สวมถุงเท้า 3 ชั้น สวมกางเกง 3 ชั้น สวมเสื้อ 6 ชั้น หมวกไหมพรม 2 ชั้น จะมีปัญหา
ก็ที่มือนี่แหละสวมไม่ได้ตลอดเวลา เพราะต้องถ่ายรูปเอง (เพิ่งมาได้ความคิดจากลูกสาวหลังจากกลับมาเมืองไทยแล้วว่าทำไมไม่ใช้
ปากกากดชัทเตอร์แทนจะไม่ต้องถอดถุงมือ คงต้องกลับไปทดลองอีกครั้งว่าจะได้ผลหรือไม่) หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมซึ่ง
เป็นเมนูเดียวกับเมื่อวาน  ไม่อร่อยเลย ไกด์นำไปเล่นสกีที่ลานสกีขนาดใหญ่ที่ SKI RESORT แวะเช่าชุดสกีในราคาชุดละ 15,000 วอน
ตามสีและขนาดที่ต้องการก่อนถึงลานสกี จึงเช่าอุปกรณ์การเล่นสกี ได้แก่รองเท้า  หมวก .......ในราคา 20,000 วอน  ที่อาคารใหญ่ก่อน
เข้าสู่ลานสกี 

          ป้าเห็นรองเท้าหนักประมาณ 5 กิโล ไม่ Enjoy ด้วย เพียงเช่าชุดมาใส่ถ่ายรูปเป็นพอ  และถ่ายรูปเด็ก ๆ เพื่อน ๆ ที่เขามีกำลังดี
เล่นฝึกเล่นสกีกัน  ไกด์ให้เวลาตรงนี้ถึง 3 ชั่วโมง  ปรากฎว่าอยู่ได้เพียง 2 ชั่วโมง ก็เลิกเล่นกันแล้ว ป้าเดินหาของกิน ดูเด็กเกาหลีตัวน้อย
ที่ครูนำมาฝึกสกีกันเป็นกลุ่ม ๆ ชี้ให้เห็นว่าที่นี่นิยมเล่นสกีกันมาก  ลานสกีเต็มไปด้วยหิมะที่มีความสูงขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตร เป็นที่กล่าวขวัญว่าเป็นสวรรค์ของนักสกีมือใหม่  แต่ก็มีทางวิ่งสำหรับมืออาชีพเช่นกัน  มีเนินรูปตัว S ที่เชื่อมระหว่างยอดเนินและพื้นด้านล่างลงมา  ท้าทายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราได้หาประสบการณ์การเล่นสกีบนลานหิมะขาวโพลน  ซึ่งไกด์ บอกว่าสวยสุด ๆ อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน
มีหลายคนสมัครเป็นผู้ชมเช่นเดียวกับป้า  กว่าจะออกจากลานสกีเวลาเลยไปบ่ายโมงครึ่ง  ตรงไปร้านอาหารซึ่งเตรียมพร้อมสำหรับ
กรุ๊ปทัวร์  โดยมีไกด์เป็นบริกรอย่างดีเช่นเดิม ก่อนที่จะขอเวลาไปทานอาหารหลังจากดูแลลูกทัวร์เรียบร้อยแล้ว  นักศึกษาฝึกงานน่ารักมาก  ทุกมื้ออาหารจะจัดไม้จิ้มฟันใส่ห่อกระดาษทิซซูอย่างสวยงามให้ห่อละ 4 อัน และตามถ่ายรูปพวกเราตลอดเวลาทุกกิจกรรม 

        อาหารมื้อนี้คือ พลโกกิ เป็นเนื้อหมูไสลด์ที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงจนได้ที่ นำมาผัดรวมกับผัดสดนานาชนิด บนกระทะร้อน ๆ
ซึ่งมื้อนี้มีเห็ดเข็มทองด้วย  พร้อมเครื่องเคียงและข้้าวสวยร้อน ๆ อร่อยตามสไตล์เกาหลี  ซึ่งจะเห็นได้ว่าลักษณะอาหารที่ผ่านมาแต่ละชุดทาน 4 คน หากเราทำกินกันจะเป็นอาหารที่ราคาประหยัดมากทีเดียว  และมีผักยืนพื้นทุกมื้อ ไกด์นำน้ำจิ้มสุกี้ที่นำมาจากเมืองไทยมาแจกลูกทัวร์เสริมรดชาติอาหารได้มากทีเดียว

        หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ ไปยังเอเวอร์แลนสวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นที่นิยมของชาวเกาหลี
และชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา มีสวนสัตว์ป่าซาฟารี เข้าคิวนานมากประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อขึ้นรถเข้าชมสัตว์
เช่นเสือ สิงโต หมี  และไลเกอร์ซึ่งเป็นลูกแฝดผสมที่เกิดขึ้นจากความรักระหว่าสิงโตผู้เป็นพ่อและ เสือผู้เป็นแม่  นับเป็นแฝดผสมเสือ -
สิงโตคู่แรกในโลก อายุกว่า 15 ปี ดูความน่ารักของหมีดำตัวมหึมาเกาะข้างรถเพื่อขออาหารจากโชเฟอร์ จากนั้นเลือกเครื่องเล่นได้
ทุกชนิดที่ค่อนข้างจะโลดโผน เหมาะกัยวัยรุ่น ป้าลองเล่นอย่างเดียวคือสกีบั้ม เสียเวลาคอยเข้าคิวนานเกือบ 15 นาที จากนั้นเดินดู
ของที่ระลึกสวย ๆ งาม ๆ กัน รวมทั้งชมสวนดอกไม้ตามฤดูกาล ถึงเวลานัดหมายออกมาที่จุดนัดพบ ไม่เจอใครเลย คิดว่าเขาไปกัน
หมดแล้ว เดินเข้าเดินออกหาสมาชิกนานเกือบชั่วโมงจึงเจอ กว่าจะครบทีมกินเวลาไปมาก  หนาวๆๆๆๆๆๆเหลือเกิน  กว่าะได้ทาน
ข้าวเย็นเกือบ 3 ทุ่ม อาหารร้อน ๆ สไตล์เกาหลี  ชื่อ คาลบี้ หมูย่างเกาหลี เป็นอาหารพื้นเมืองเกาหลีเลื่องชื่อและเป็นที่รู้จักกันดี
ทั่วโลก มีรดชาติออกหวานกลมกล่อม  โดยนำหมูส่วนที่ติดกับกระดูก  นำไปย่างบนเตาถ่านแบบดั้งเดิม เสริฟ พร้อมข้าวสวยร้อน ๆ
น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวและน้ำซุปสาหร่าย มีวิธีการรับประทานคล้ายกับเมี่ยงคำของไทย ด้วยการบริการจากไกด์  จากนั้นย้อนรอยละครซีรีย์
ชื่อดัง "my name is kim Soon" เขานัมซัม ภูเขาแห่งเดียวที่ังอยู่ใจกลางกรุงโซล สูง 274 เมตร  บนยอดเขามีหอ SEOUL TOWER
1 ใน 18 หอคอยเมืองที่สูงที่สุดในโลกมีความสูงถึง 480  เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สามารถชมทัศนียภาพของกรุงโซลได้รอบทิศ 360
องศา โดยมองได้ถึงเขาพูกักซัน อีกด้านหนึ่งเห็นแม่น้ำฮันกัง โดยขึ้นลิฟไปสูงถึง 24 ชั้น  ถ้านับเฉพาะความสูงของหอคอย มิได้สูงมากนัก
แต่ที่บอกว่าสูงที่สุดในโลกเพราะนับตั้งแต่ตีนเขา นี่แหละคือเกาหลีหละ อะไรต้องเป็นอันดับ 1 ให้ได้  จากนั้นเข้าที่พักใหม่ที่ SEOUL
LEISURE  HOTEL ณ กรุงโซล

        วันที่ 9 ม.ค. หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรม บรรยากาศน่าจะดีกว่า 2 วันแรก ผสมผสานระหว่างอาหารฝรั่งและอาหารเกาหลี
ก็โอเคนะ วันนี้อยู่เฉพาะในเมืองหลวงที่มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี เป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดของเกาหลีใต้ เป็นศุููนย์รวมทั้งทางเศรษฐกิจ
การเมือง การศึกษา การค้า และวัฒนธรรม  ปัจจุบันมีประชากรราว  11 ล้านคน   คิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ
กรุงโซลจึงผสมผสานไปด้วยอารธรรมอันเก่าแก่ และเทคโนโลยีอันทันสมัย ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ยวดยานพาหนะจอแจไม่แพ้
กรุงเทพฯ แต่เลนที่รถบัสวิ่งจะไปได้เร็วกว่ารถเก่ง ซึ่งเป็นแนวความคิดด้านการจราจรของเกาหลีที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้รถรวม
มากกว่ารถส่วนตัว จะมีหนึ่งเลนไว้เฉพาะรถสาธารณะ  ซึ่งรถจะไม่ค่อยติด นับเป็นแนวคิดที่ดีที่ต้องการให้ประชาชนใช้รถขนส่งมงลชน  
ไกดฺนำไปยังศูนย์โสม ซึ่งรัฐบาลรับรองคุณภาพเป็นจุดแรกในวันนี้พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องโสมว่า โสมที่มีอายุ 6 ปี เป็นโสมที่มีคุณภาพดี
ที่สุด    วงจรชีิวิตของโสม ให้เลือกซื้อโสมที่มีราคาถูกกว่าเมืองไทย 2 เท่า กลับไปบำรุงร่างกายและฝากญาติผู้ใหญ่ที่ัรักและนับถือ 

         จากนั้นไปชมคลองซองเกซอน ซึ่งเป็นคลองเก่าแก่ในอดีตมีอายุกว่า 600 ปี ที่ทอดผ่านใจกลางเมืองหลวง แต่ปัจจุบันได้มี
การพัฒนา และบูรณะคลองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่มีความยาวกว่า 6 กิโลเมตร มีน้ำใส มองเห็นตัวปลาที่แหวกว่าย บริเวณริมคลองซองเกซอน
เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานแสดงศิลปะ่ต่าง ๆ งานดนตรี  นิทรรศการดอกไม้ ฯลฯ และยังมีสวนธารณะทั้วสองฝั่งคลอง 
ในเวลาค่ำคืนจะเต็มไปด้ยแสงสีสวยงามน่าชม  จากคำบอกเล่าของไกด์ว่าในอดีคลองซองเกซอนมีสภาพเหมือนคลองแสนแสบ้านเรา
นั่นแหละ  แต่ด้วยความมุ่งมั่นของผู้นำประเทศที่ต้องการพัฒนาให้ได้เหมือนที่มองเห็นในปัจจุบันต้องต่อสู้กับความขัดแย้งและการต่อต้าน
ของผู้ที่ใช้ประโยชน์อยู่ริมฝั่งคลอง  แต่นานวันเข้าและทำได้สำเร็จ ประโยชน์ที่ได้รับเป็นของส่วนรวมจริง ๆ   จึงได้รับแต่คำสรรเสริญ 
บ้านเราน่าจะนำมาใช้ให้จริงอย่างเขาบ้าง 

        คลองบ้านเราในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ขาดการดูแลอย่างจริงจัง มีกลิ่นเน่าเหม็น ทัศนียภาพขาดความงดงาม น่าเสียดายเมืองเวนิส
แห่งตะวันออก ทำอย่างไรจะให้ผู้รับผิดชอบหันมาดูแลอย่างจริงจัง   และทำให้งดงาม  ใช้ประโยชน์ได้เหมือนในอดีต แต่ปรับให้เข้า
กับสภาพบ้านเมืองในปัจจุบัน

        เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ได้ไปแหล่งช็อปปิ้งย่านเมียงดง สยามแสควร์เกาหลี  ช็อปเครื่องสำอางดัง ๆ เช่น
SKIN FOOD, ROJUKISS, ETUDE, MIISSHA ฯลฯ สื้อผ้าสำเร็รูป กระเป๋า ของใช้ตามความสนใจในราคาไม่แพงนัก  ซึ่งใช้เวลาอยู่
ที่นี่นานเกิน3 ชั่วโมงเพื่อให้ทุกคนได้ช็อปกันอย่างจุใจ  จึงไปทานอาหารเย็น   คือ ชาบู ชาบู สุกี้สไตล์เกาหลี  บนหม้อไฟร้อน ๆ
ประกอบด้วยผักสดนานาชนิด  และเนื้อหมูสไลด์น้ำซุปร้อน ๆ และเส้นอูด้ง และข้าวสวยร้อน ๆ  จึงไปชมการแสดง NANTA SHOW
 
          การแสดง NANTA SHOW เป็นการแสดงที่ไม่ใช้คำพูด ผสมผสานดนตรีดั้งเดิมของเกาหลี กับเสียงสับ หั่น เคาะ อุปกรณ์ในคร้ว
ให้เป็นเสียงดนตรีประกอบ การเต้น มีู้ผู้แสดงเพียง 5 คน เป็นผู้หญิง 1 คน ในการดำเนินเรื่อง เป็นโชว์แรกของเอเซียที่สร้างความประทับใจ
ให้แฟนละครในเวที Broadway New York มาแล้ว ซึ่งผู้ชมมีส่วนร่วมในการแสดงด้วย จบแล้วกลับถึงที่พักประมาณ 5 ทุ่ม  จัดกระเป๋า
เดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น โดยถูกปลุกตั้งแต่เวลา 3.45 น. ออกจากที่พัก ตี 4.45 น.  เพื่อเดินทางกลับไปยังสนามบินอินซอน 

          ก่อนถึงสนามบินแวะร้านด้าละลายเงินวอน เป็นสินค้าพื้นเมืองส่งท้ายก่อนอำลาเกาหลี เช่น บะหมี่  ซินราเมียน (มามาสไตล์เกาหลี)
อูด้ง  กิมจิ ขนมช็อคโก้พาย ลูกอมแปลกที่ประเทศไทยอาจไม่มี  ช็อกโกแลตสโตน น้ำจิ้มปรุงรสหมูย่างกาหลี  ไก่ตุ๋นโสมสำเร็จรูป ผลไม้
ตามฤดูกาล ในราคาพิเศษก่อนกลับเมืองไทย  หลังจากทานอาหารเช้าที่ร้านค้าเป็นอูด้งร้อนๆ  หลายคนง่วงนอนไม่ลงมากินอูด้ง
(คืนนี้ป้าใช้วิธีแต่งตัวให้เรียนร้ยก่อนนอนประมาณ ตี 2 กว่า ๆ พอตื่นมาล้างหน้าแปงฟัน  ผัดแป้งอีกนิดหน่อยก็พอ) ลงมาที่ล็อบบี้เป็นชุดแรก

          ถึงสนามบินประมาณ 7.00 น. ไกด์มาช่วยดูแลการโหลดกระเป๋าลงเครื่องซึ่งทุกคนน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิน ขนาดกันเกือบทุกคน 
ด้วยความสามารถของไกด์กระเป่าที่เพิ่มน้ำหนักก็ลงสู่ท้องเครื่องบินโดยไม่ ต้องหอบหิ้วพะรุงพะรังขึ้นเครื่องให้เหน็ดเหนื่อย
ร่ำลา ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกก่อนขึ้นเครื่อง  10.30 น. คณะของเราก็ เหิรฟ้าสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน JIN AIR (LJ) เที่ยวบินที่ LJ001 
และได้ทานอาหารเย็นชืดบนเครื่องบินอีกครั้งก่อนที่เครื่องบินจะถึงสนามบิน สุวรรณภูมิเวลา 14.30 น. ซึ่งเสียเวลาไปร่วมชั่วโมงเพราะ
เครื่องบินมีหิมะเกาะเต็มต้องใช้เวลาในการ ขจัดหิมะออกจากเครื่องบินก่อนเหิรฟ้า

         ไปเที่ยวที่ไหน ๆ สนุกขนาดไหนก็ตาม เมืองไทยเราน่าเที่ยวที่สุดและดีที่สุดเลยคะ  แม้อากาศจะร้อนไปบ้างเปรียบกับอากาศหนาวละก้อ  ความหนาวสุดแสนจะทรมานมากกว่า  อาหารการกินที่ไหนจะอร่อยเหมือนเมืองไทยเห็นจะไม่มี  เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนา 
บ้านอื่นเมืองอื่นไปเที่ยวชั่วครั้งชั่วคราวก็ดี  ให้อยู่ตลอดอายุขัยเห็นจะไม่สนแน่นอน

(ยังไม่ใส่รูปภาพประกอบคำบรรยายเลย  ขอเวลาอีกหน่อยนะคะ)

 

 


Last Updated on Saturday, 05 June 2010 17:04
 

Add your comment

BoldItalicUnderlineStrikethroughSubscriptSuperscriptEmailImageHyperlinkOrdered listUnordered listQuoteCodeHyperlink to the Article by its id
Very HappySmileWinkSadSurprisedShockedConfusedCoolLaughingMadRazzEmbarrassedCrying or Very SadEvil or Very MadTwisted EvilRolling EyesExclamationQuestionIdeaArrowNeutralMr. GreenGeekUber Geek
Your name:
Subject:
Comment:
  The word for verification. Lowercase letters only with no spaces.
Word verification:

ads