บรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำดานูบ ประเทศฮังการี
บทความนี้...เป็นเรืองเล่าต่อจากตอนที่แล้วที่ป้าเครือ ได้พาหลานๆ ไปเที่ยวออสเตรีย โดยทริปนี้ป้าเครือได้มีแผนที่จะท่องยุโรปอยู่ทั้งหมด 5 ประเทศ คือ ประเทศออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย สโววักและสาธารณรัฐเชก รวมเวลาการเดินทาง 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย 52 – 5 พ.ค. 52 สำหรับประเทศฮังการีนั้น เป็นอีกประเทศที่มีประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่น่าชื่นชม เคยเป็นส่วนหนึ่งของ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 อีกทั้งความงดงามในทางลักษณะภูมิประเทศที่ใครหลายคนอยากมาเยี่ยมชม หลานๆ คงชินกับคำว่า บูดาเปสท์ ที่มีกลุ่มวัยรุ่นไทยเอาไปตั้งชื่อวงดนตรี แท้จริงแล้ว บูดาเปสท์ คือชื่อเมืองหลวงของฮังการีค่ะ ไม่พูดพล่าม ทำเพลง ป้าเครือขอเล่าเรื่องต่อจากตอนที่แล้วต่อแล้วกันนะคะ...
25 เม.ย. คงเป็นคุณนิวและแดงที่ตื่นก่อนใครเช่นเดิม ใครเคยทำหน้าที่บริการอย่างไรก็ทำเหมือนเดิมมิได้แสดงความอิดโรยกันเลย อาหารเช้าวันนี้เป็นมาม่าที่วิเศษสุด ใส่ผักเมืองหนาวเยอะ ๆ อร่อยอย่าบอกใครเชียว คุณวิเชียรไม่เคยกินมาม่ามาก่อน บอกว่าอร่อยมาก กลับไปเมืองไทยต้องให้กัญทำให้กินบ้างแล้ว ตามด้วยกาแฟ โอวัลติน ขนมปัง หุงข้าวเตรียมไว้สำหรับกลางวันและเย็น ประมาณ 08.30 น. ขนสัมภาระทุกชิ้นโดยโบ้ คุณวิเชียร คุณนิว และลูกเกศ สาวน้อยอีก 4 คนให้หยิบฉวยเบา ๆ มือ ออกจาก Do Step Inn ซึ่งอยู่เกือบใจกลาง เมืองเวียนนา จุดหมายปลายทางวันนี้คือเมืองปูดาเปสเมืองหลวงประเทศฮังการี ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร คาดว่าถึงที่พัก 5 โมงเย็น เพื่อจะได้ขับรถชมเมืองก่อนมืด
ออกจากที่พักผ่านพระราชวังเชินบรุนน์ วันนี้เป็นวันเสาร์มีผู้เข้าเยี่ยมชมพระราชวังมากกว่าเมื่อวาน เป็นนักเรียนและนักศึกษา มาเป็นกลุ่มใหญ่หลายกลุ่ม ผ่านสถานีรถไฟป้ายบอกอุณหภูมิ 12 องศาเซ็นเซียส ขับรถตู้เบนซ์คันใหญ่ออกจากเวียนนามุ่งหน้าไปปูดาเปส ตลอดเส้นทางสองข้างมีทุ่งสีเหลืองสดเดาว่าเป็นพืชสำหรับผลิตน้ำมัน พลังงานทดแทนหรือมัสตาร์ดที่ผสมสลัดกันแน่ มีกังหันลมใหญ่ ผลิตพลังงานไฟฟ้า ทิวทัศน์จะแตกต่างไปจากวันวานสีเขียวเป็นสีเหลืองสด มีหมู่บ้านอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ที่เชิงเขาสวยงามมาก สุดจะพรรณนา
เข้าเขตประเทศฮังการีประมาณ 10.30 น. มีป้ายบอกว่า Kijarat (ทางออก) อีก 48 กิโลเมตรเข้าเมืองจิยอร์ (Jyor) ประเทศฮังการี ใช้ภาษาฮังกาเรียน สกุลเงินฟอเรน (Ft) 1 ยูโร = 299 Ft หน้าตาของชาวฮังกาเรียนคล้ายพวกแขกขาวกึ่งฝรั่ง สวยหล่อเชียวหละ สีธงชาติ ขาวเขียว พวกเราได้แลกเงินไว้คนละ 10 ยูโร ได้เพียง 2,900 Ft เท่านั้น เพราะมีค่าธรรมเนียมด้วย
เมืองจิยอร์เป็นเมืองเล็ก ๆ จอดรถเข้าไปเดินชมเมือง เป็นถนนคนเดิน มีตลาดนัด แวะชมตลาด ดูอาหารพื้นเมือง มีไส้กรอกที่ทำด้วย ตับชิ้นใหญ่คล้ายหมั่มบ้านเราแต่เส้นใหญ่มาก ไม่น่ากินเท่าไหร่ ลองซื้อมากินกันไม่อร่อยเหมือนของเรา มัน ๆ เลี่ยน ๆ คงเป็นรสชาติของเขา ซื้อผักมาเพิ่มอาหารยอดฮิท ซื้อไอศกรีมผสมผลไม้ปั่นหลายชนิด ราคา 140 Ft เกือบครึ่งยูโรหรือ 23 บาท กลับมาที่รถกินข้าวที่เตรียมมา มีน้ำพริกนรกปลาช่อน น้ำพริกเผา หมูทอด ปลาทอด ผักที่ล้างเตรียมมาไม่น้อยเลยมีผักกาดแก้ว กระหล่ำปลี ผักหวานมากเป็นอาหารที่วิเศษสุดอีกมื้อ
ออกจากจิยอร์ 12.40 น. สู่เมืองปาป้า ( Pa Pa ) ระยะทาง 83 ก.ม. สองข้างทางปลูกหญ้าเขียวขจีเหมือนทำนา เขาใช้เครื่อง ตัดหญ้าและม้วนตากไว้กลางทุ่งให้สัตว์กินในหน้าหนาว มีป่าปลูกเป็นระเบียบ ส่วนใหญ่เป็นต้นสน ถนนระหว่างเมืองมีเพียง 2 เลน บางช่วงถนนขรุขระทำให้เดินทางช้าไป ถึงเมืองปาป้าประมาณบ่ายโมงครึ่ง บรรยากาศเงียบเชียบ แวะเข้าชมโบสถ์ ภายในโบสถ์มีภาพวาดสวยงามมาก ไม่สามารถสื่อสาร กับผู้คนได้ แม้จะเป็นภาษาอังกฤษ ร้านปิดเกือบหมด เหลืออยู่ 2-3 ร้านไม่มีผู้คนเดินไปมาเลยไม่ทราบว่าไปไหนกันหมด ห้องน้ำสาธารณะ ก็ปิด ทุกร้านปิดป้ายว่า จันทร์ – ศุกร์ 06.00 - 18.00 เสาร์ 06.00 - 13.00 อาทิตย์ปิด เดินไปตามถนนคนเดิน ที่สี่แยกเล็ก ๆ มีการแสดง เป็นละครเพลง ไกด์ให้ความรู้ว่าเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ ค.ศ. 1700 นับเทียบกับอยุธยาตอนปลาย 300 ปีก่อน โชคดีที่มีร้านกาแฟเปิดอยู่ คุณนิวแวะเข้าไปกินกาแฟและได้ใช้บริการห้องน้ำ ส่วนคนอื่น ๆ ไม่ทราบ ต่างเดินหาที่ปล่อยทุกข์ เสียเวลาไปนานพอสมควร ติ๋มปวดท้อง ถ่ายของหนักมาก แต่กว่าจะหาที่ปลดทุกข์สุดแสนทรมาน
ออกจากปาป้า สู่ปูดาเปส สองข้างทางทิวทัศน์สวยงามมากเหมือนเดิม แวะลงถ่ายภาพกันอีก มีบ้านปลูกเป็นช่วง ๆ แต่ละบ้าน ปลูกต้นแอปเปิ้ล กำลังออกดอกสีขาวเต็มต้นงามมาก ลักษณะบ้านเป็นบ้านชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน ผ่านเมือง Varpalota มี Tesco Lotus ด้วยแหละ ไม่ได้เข้าเมือง ผ่านโรงงานผลิตกระแสฟ้าปรมณู (นิวเคลีย) พื้นที่ในเขตนี้น่าจะต่ำกว่าออสเตรีย สองข้างทางป่าไม้เริ่มลดน้อยลง เป็นพื้นที่ว่างเปล่ามากขึ้น บางช่วงมีโรงงานใหญ่ ๆ ไม่ทราบว่าผลิตอะไร บ้านมักจะสร้างบนเนินสูงเป็นหย่อม ๆ ส่วนพื้นที่ราบปลูกพืชน้ำมัน
เข้าเมืองปูดาเปสตามเวลาที่คาดไว้ ประมาณ 5 โมงเย็น ได้รับความรู้เพิ่มเติมว่า ปูดาเปสเป็นเมืองที่ผสมกัน 2 เมืองคือเมืองบูดา โอบูดา(บูดาเก่า) กับเปส อยู่คนละฝั่งของแม่น้ำดานูบ รวมตัวเป็นเมืองเดียวกันในปี 1872 ทำให้มีการสร้างสะพานเพิ่มขึ้นหลายแห่ง คล้ายกับ บางกอกและธนบุรี Hi Light ที่นี่คือ การนั่งเรือชมความงดงามที่ประดับด้วยแสงไฟของปราสาท โบสถ์ อาคารสองฝั่งแม่น้ำดานูบ และสะพาน ในยามค่ำคืน ที่พัก 2 วันที่นี่อยู่ฝั่งปูดา ซึ่งจะอยู่บนเชิงเขา ส่วนเปสจะเป็นที่ราบ โดยมีแม่น้ำดานูบคั่นกลาง แม่น้ำดานูบเกิดจากเทือกเขา แอลป์ ไหลผ่านหลายประเทศได้แก่ออสเตรีย ฮังการี เยอรมันนี สโลวัก และสวิสเซอร์แลนด์ ก่อนเข้าเมืองผ่านสะพาน Pato อุณหภูมิช่วง กลางวัน 20 C เย็นลดลงเหลือ 10 C (ทำให้นึกถึงนักฟุตบอลหนุ่มหล่อ Pato ของสโมสร Chelsea ไม่ได้ อิอิ)

ขับรถหาบ้านพักที่จองไว้ล่วงหน้าตั้งอยู่บ้านเลขที่ 33 ถนนฟอริน ในเมือง หาที่จอดรถย้าก ยาก เมื่อเจอบ้านพัก เข้าไปดูห้องพัก บ้านพักมี 3 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่นและห้องครัว พร้อมอุปกรณ์ครบครัน เป็นที่พอใจของทุกคน เจ้าของบ้านพักได้อธิบายถึงการเดินทางไป เที่ยวในประเทศโรมาเนีย เป้าหมายต่อไป
เมื่อขนสัมภาระเข้าบ้านพักเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขับรถไปชมโรงอาบน้ำ ที่มีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำดานูบ ซึ่งมีบ่อน้ำพุร้อนเรียงรายอยู้ราว 120 แห่ง ปล่อยน้ำแร่ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคออกมามากถึงวันละ 16 ล้านแกลลอน ตั้งแต่สมัยโรมัน ปัจจุบันโรงอาบน้ำเป็นที่ชุมนุมพบปะ สังสรรค์ รูปทรงคล้ายมัสยิด เพดานกระจกสีเก่าแก่กว่า 600 ปี บางโรงมีวันเปิดบริการสลับกันระหว่างหญิงและชาย ถ้าจะให้หรูต้องไปที่โรง อาบน้ำเกลแลร์ท (Gellert) และเซเซนเนีย(Szechenyl) ที่พวกเราเข้าไปชมมีห้องกระจกมองเห็นผู้คนจำนวนมากกำลังมาใช้บริการอาบน้ำแร่ กันมีทั้งหญิงและชาย จากนั้นขับรถข้ามไปฝั่งเปส แต่ยังขี้เกียจเดินกัน ยืนชื่นชมความงดงามของปราสาท โบสถ์ อาคารต่าง ๆ ฝั่งปูดา ฟังคำบรรยายของไกด์สองท่าน
เมื่อสิ้นแสงตะวันขึ้นรถกลับที่พัก ทานอาหารเย็นและวางแผนเที่ยวในวันรุ่งขึ้น (จำไม่ได้ว่าข้าวมื้อนี้ มีอะไรบ้าง)
 
Gellert Spa and Bath - Budapest
26 เม.ย. 52 ทานอาหารเช้า ข้าวต้ม ไข่เค็ม ไข่เจียว กาแฟ ฯลฯ เวลา 9.00 น. ออกไปชมเมือง โดยซื้อตั๋ววันที่สถานีรถใต้ดิน ด้วยเครื่องอัตโนมัติ คนละ 1500 Ft (ตั๋ววันใช้ได้ตลอกทั้งวัน จะนั่งรถเมล์ รถรางไฟฟ้า รถใต้ดิน กี่สาย กี่ครั้งก็ได้ภายในหนึ่งวัน ซึ่งคำนวณ ว่าถ้าเราขึ้นรถวันนั้น 5 ครั้งก็ได้กำไรแล้ว) โดยมีลูกเกศเป็นผู้บอกเส้นทางว่าจะขึ้นรถอะไร สายใด ไปต่อรถกันที่ไหน จากการศึกษาแผนที่ ยกหน้าที่นี้ให้ลูกเกศเป็นผู้นำทางตลอดทั้งวัน คุณนิวคอยช่วยเหลือกันผิดพลาด
เริ่มต้นด้วยนั่งรถเมล์สาย 16 ไปฝั่งเปสซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออก นั่งรถข้ามสะพานโซ่ซึ่งยาวราว 600 หลา ลงรถแถวจัตุรัสรูสเวลต์ (Roosevelt Square) ชมสถานที่ที่น่าสนใจบนฝั่งนี้ได้แก่ อนุสาวรีย์เคาน์สตีเฟน เซเซนนีย์กับลายอช โคซซุท อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์ (Acadame of Sciences) ดูอยู่ข้างนอกไม่ได้เข้าไปหรอกนะ เพราะป้าแก่แล้วเรื่องวิทยาการล้ำสมัย ขอใช้เป็นอย่าเดียวไม่อยากศึกษามาก ปวดสมอง ไปดูของสวยของงามจะดีกว่า
ที่ถนนกอร์โซ (Corzo) ซึ่งเป็นถนนคนเดินเหยียดยาวลงไปทางใต้ไปจนถึงจัตุรัสสวีกาโด (Vigado Square) ซึ่งมีคอนเสิร์ตฮอลล์ (Concert Hall) ที่นักดนตรีชื่อก้องโลกบีโธเฟนเคยมาเปิดการแสดงตั้งอยู่ ด้านหน้ามีรูปปั้นของบีโธเฟนด้วยหละ
ถนนวาชี (Vaci utca) ตัดขนานมากับถนนกอร์โซ มีสินค้าให้ชอปปิ้งมากมาย ย่านนี้จะเป็นเขตปลอดยวดยานสัญจรไปมา มีแต่รถเมล์เท่านั้น แถวนี้จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานสายการบิน ส่วนใหญ่จะให้บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งหน่วยงานประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยว เราแวะซื้อตั๋วเข้าชมคอนเสิร์ต ล่องเรือชมสองฝากฝั่งแม่น้ำดานูบในยามค่ำคืน คนละ 35 ยูโร คณะเรามี 8 คน ต่อรอง จ่ายเพียง 7 ส่วนไกด์แถมฟรี 1 (อิอิ..เสร็จเรา)

The Hungarian Academy of Sciences on Roosevelt Square

อาคารรัฐสภา (Hungarian Parliament)

บรรยากาศภายในอาคารรัฐสภา (Hungarian Parliament)

ลวดลายบนฝ้าเพดานภายในอาคารรัฐสภา (Hungarian Parliament)
ทางตอนเหนือสุดของจัตุรัส เป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์สตีเฟน ( St. Stephen's Basilica) สไตล์นีโอรามาเนสก์ ซึ่งชาวฮังการีนับถือ นิกายคาธอริคนิยมมานมัสการมือขวาของนักบุญสตีเฟนกันมาก (ได้เข้าชมพระราชวังทีนี่ด้วยนะ แต่ไม่มีข้อมูล กำลังรอถามแดงก่อน) เดินซื้อของที่ระลึกกันแล้วขึ้นรถเมล์สาย 16 A วนรอบ ๆ สถานที่สำคัญที่กล่าวมาอีกครั้ง (ที่จริงขึ้นผิดสาย) ขึ้นรถสาย 16 กลับมาที่เดิม แวะทานอาหารฮังการีที่รถจอดสุดสาย มีเคอรี่พัฟ กินอะไรบ้างก็จำไม่ได้ ช่วงนั้นทานอย่างเดียวลืมจด....อิ่มแล้วบ่ายโมงพอดี เดินทางต่อ ด้วยรถรางไฟฟ้า เพื่อไปเที่ยวที่เกาะ เป็นสวนสาธารณะใหญ่ทั้งเกาะ ที่มีคนในเมืองปูดาเปสไปเที่ยวกันมาก เพราะเป็นวันอาทิตย์ มีหนุ่มสาว เดินคลอเคลีย ผู้สูงอายุเดินไปเป็นคู่ ๆ มีเดินกันเป็นครอบครัวใหญ่ครบทั้งผู้สูงอายุ วัยกลางคน คนหนุ่มสาว และเด็กน้อย หลายกลุ่มเหมือนกัน ทำให้มองเห็นภาพว่าคนที่นี่มีครอบครัวที่อบอุ่นดีนะ วันนี้เป็นวันอาทิตย์หลังจากไปโบสถ์แล้วก็คงจะมาพักผ่อนหย่อนใจกันตรงที่โล่ง ๆ และหาดเล็ก ๆ ริมแม่น้ำมีคนอาบแดด นุ่งน้อยห่มน้อย ทั้งเดี่ยว เป็นคู่ เป็นกลุ่มตามแบบวัฒนธรรมของเขานะคะ ตอนแรกพวกเราคิดว่าเขาจะ อาบแดดตามชายทะเลเท่านั้น แต่เมืองนี้ไม่มีทะเลนี่สิ ก็ต้องมีที่ที่ให้เขาได้อาบแดดกัน พวกเรานั่งเล่นสักครู่ก็กลับที่พักประมาณบ่าย 3 โมง ครึ่งด้วยรถขนส่งมวลชน ซึ่งนับว่าสะดวกสบายมาก คิดว่าจะเป็นการบริการฟรีให้กับประชาชนเขาด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เราขึ้นรถทุกสายไม่มี กระเป๋ามาเก็บตั๋วเลยนะ ถึงอย่างไรก็ต้องเก็บตั๋วให้ดีเพราะคืนนี้ต้องใช้อีก สุดคุ้มกับราคาที่จ่ายไปจริง ๆ แดงแวะซื้อเสบียงเพิ่มอีกที่ห้างใกล้ ที่พัก เข้าที่พักทานอาหารว่าง ร่วมวงสนทนา พักผ่อนเอาแรง สนุกสนานสบายใจ เตรียมเที่ยวต่อในคืนนี้
 St. Stephen's Basilica
 ลวดลายบนฝ้าเพดาน St. Stephen's Basilica
ที่นี่วันเสาร์หยุดทำงานครี่งวัน วันอาทิตย์หยุดทำงานตลอดวันเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน เวลาสำหรับครอบครัว และพิธีกรรมทาง ศาสนาร้านค้าต่าง ๆ ปิดเงียบ ที่เปิดจะเป็นห้าง และซุปเปอร์ ลักษณะวิถีชีวิตเรียบง่าย ผู้สูงอายุเดินเป็นคู่น่าเอ็นดู หนุ่มสาวที่อยู่ใน In Love ยืนกอดจูบกันทุกสถานที่ ป้ายรถเมล์ ในรถราง บนรถเมล์ สวนสาธารณะ โดยไม่มีใครสนใจใคร พวกเราเห็นแล้วก็เมินหน้าหนี ไม่กล้ามองเขา เกรงจะเสียมารยาท แต่ไม่เคยเห็นผู้สูงอายุทำกันแบบนี้ (เห็นแล้วคิดถึงคู่ชีวิต ที่ตายจากไปแล้วจัง...) ถึงเวลา 17.30 น. ออกไปขึ้นรถราง ไฟฟ้า และรถใต้ดิน ตามที่ลูกเกศบอก ไปดูคอนเสิร์ตที่โรงละคร........... เป็นการแสดงฟอล์คลอร์(Folklor) ซึ่งแสดงเวลา 19.30 – 21.15 น. เป็นไวโอลินชุดใหญ่ บรรเลงล้วน ๆ ระบำยิปซี ดนตรีไพเราะมาก นักแสดงเต้นระบำ โดยเน้นตบเท้ากับพื้น ตบมือ มือตบเท้า และดีดนิ้ว มีการส่งเสียงประกอบการเต้นระบำด้วย แสดงครึ่งแรก 45 นาที่ พัก 15 นาที่ แล้วแสดงต่อ มีเจ้าหน้าที่นำซีดีมาขายระหว่างพัก มีการแสดงต่อ ครึ่งหลังอีก 45 นาที หลายคนหลับ ๆ ตื่นๆ เพราะอ่อนเพลียจากการเดินทางมาหลายวัน (เวลาช่วงนี้จะตรงกับประเทศไทย ตี 2 ซึ่งเป็นเวลา หลับของเรานะจ๊ะ ยังปรับเวลากันไม่ได้) มีเจ้าหน้าที่มาคอยต้อนรับนำเราไปยังลงเรือที่จัดไว้สำหรับชมสองฝากฝั่งของแม่น้ำดานูบและ ดินเนอร์บนเรือ เป็นอาหารฮังการีล้วน
เมื่อลงเรือพนักงานต้อนรับด้วยแชมเปญ แล้วนำไปนั่งโต๊ะที่จัดไว้ 8 ที่ เสริฟด้วยไวน์ขาวและไวน์แดงตามอัธยาศัย สักครู่พนักงาน แจ้งให้ไปตักอาหารแบบบุปเฟ่ ซึ่งมีข้าว แกงซึ่งจะมีเครื่องเทศ สลัดผลไม้ อร่อยดีเหมือนกัน รสไม่จัด แต่ไม่ถึงกับเลี่ยน พอทานไหว ระหว่าง รับประทานอาหารเย็นได้ชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำดานูบ วิเศษจริง ๆ สวยมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ปราสาท ราชวัง โบสถ์ อาคารต่าง ๆ และสะพานแต่งด้วยแสงไฟระยิบระยับสุดจะบรรยายถ่ายภาพออกมาไม่เหมือนภาพที่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะกล้องของพวกเราเป็นเพียงกล้อง สมัครเล่น เก็บภาพได้ไม่สวยเหมือนจริง (สงสัยต้องเก็บเงินซื้อกล้องดี ๆ ซะแล้ว...ที่สำคัญซื้อมาก็ถ่ายไม่เป็น..)
ทานอาหารเสร็จขึ้นบนดาดฟ้าเรือ เพื่อถ่ายภาพบันทึกความงดงามของสองฝากฝั่งของแม่น้ำดานูบ โดยผลัดกันถ่ายภาพกับกัญ เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนภาพที่ได้ไม่ชัดนัก เจอน้องชายจัมโบ้ยืนโกนหนวดอยู่บนดาดฟ้า บอกว่าเป็นความตั้งใจจากเมืองไทยว่าจะ มาโกนหนวดที่นี่ เป็นความคิดที่แหวกแนวไปอีกแบบ (เด็กแนว..อายุ 50 กว่าๆ)โกนหนวดแล้วหล่อ – อ่อนวัยขึ้นนะติ๋ม (ติ๋ม..เป็นภรรยา คุณโบ้ค่ะ)
เมื่อเรือกลับมาเทียบท่าเจ้าหน้าที่ถามว่าต้องการ Taxi ไหมเพราะหมดเวลารถขนส่งมวลชนแล้ว จึงต้องนั่ง Taxi กลับคันละ 4 คน จ่ายค่า Taxi ไปทั้งหมด 2,600 Ft หลายคนนอนโดยไม่ได้อาบน้ำ เหนื่อยมาก และอากาศก็หนาวจัด วันนี้เราทานอาหารฮังการี 2 มื้อ เต็มรูปบบ ตอนยืนรอรถ จัมโบ้แกล้งติ๋ม จับติ๋มเข้ามาสวมกอดทำท่า In Loye แบบวัยรุ่นฮังการี เก็บภาพไว้อวดด้วย แต่ก็ไม่เหมือนนัก หรอกนะจ๊ะ....จะบอกให้ (ที่จริงแอบอิจฉาอ่ะ..)
27 เม.ย. 52 เช้าทานข้าวต้ม ไข่เจียว ปลาทอด ไส้กรอก ถั่ว กาแฟ นม โอวัลติน ตามอัธยาศัยแดง ติ่ม กัญ บริการอาหารทุกมื้อ ลูกเกศ โบ้ ช่วยล้างจาน เช็ดจาน กัญต้มน้ำไว้ เย็นแล้วใส่ขวดไว้กิน เพื่อความประหยัดเพราะน้ำดื่มที่นี่แพงมาก น้ำร้อนลวกมือกัญ มือพองแดงเชียว โชคดีที่กัญนำบัวหิมะ(ของดีของเมืองไทย แก้อาการได้สารพัด) ไปด้วยพอบรรเทาความปวดแสบปวดร้อนไปได้บ้าง วันกลับมือยังเป็นแผลอยู่เลย แต่ไม่เคยบ่นให้ใครฟัง ทำนหน้าที่ทุกอย่างตามปกติ มีความอดทนสูงมาก
เตรียมอาหารมื้อกลางวัน– เย็นซึ่งเป็นข้าวสวยกับน้ำพริก ไข่ต้ม ไส้กรอก และแอปเปิลเดินทางออกจากที่พัก 09.00 น. จุดหมายปลายทางเข้าสู่ประเทศโรมาเนีย เมืองซีบิว บราน และบราซอฟ เป็นเวลา 3 วัน
อ่านต่อ.... โรมาเนีย
บทความท่องเที่ยวใน Trip นี้ : ออสเตรีย ฮังการี โรมาเนีย สโววักและสาธารณรัฐเชก
ทุกปัญหามีทางออก... ปรึกษาสิงโตทาโร่ ทำนายดวงด้วยไพ่ยิปซี
|