|
ข้ามแม่น้ำดานูบ เวลา 13.00 น. เดินทางไปกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเชก ลอดอุโมงค์ยาวเกือบกิโล ผ่านตึกรามบ้านช่อง ที่รัฐบาลในสมัยเป็นคอมมิวนิสต์ จัดสรรให้ประชาชนอยู่อาศัยเป็นล็อค เหมือนคอนโด
เส้นทางสู่สาธารณรัฐเชก ที่ออกจากเมืองใหม่จะมีต้นไม้ข้างทางออกดอกสีขาว ม่วง สวยงามมาก จากนั้นเป็นท้องทุ่งโล่งกว้าง สุดสายตา และเป็นป่าปลูกเป็นระเบียบสวยงาม เหมือนฮังการี ระยะทางจากสโลวัก – ปราก ประมาณ 500 ก.ม. ขณะรถแล่นลมปะทะรถแรงมาก
เกาะกลางถนนมีต้นไม้เตี้ย ๆ คล้ายต้นชาฮกเกี้ยนบังแสงจากรถที่วิ่งสวนมาฝั่งตรงข้าม ชาวบ้านนิยมทำไร่องุ่น เช้าอากาศเย็น ลมแรง สายอุณภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตกเย็นอุณหภูมิลดลงอีก
ถึงเมือง Brno มีรถราง ทางรถจักรยาน แวะชมโบสถ์ 2 โบสถ์ โบสถ์ใหญ่หาทางไปไม่ได้ ดูเฉพาะโบสถ์เล็กข้างทาง
ขับรถออกจากเมือง ลอดอุโมงค์ยาวประมาณ 500 เมตร มองไปข้างทางเห็นเมือง Brno อยู่บนเขาลดหลั่นกันสวยงามมาก
ถึงปรากเมืองหลวงของสาธารณรัฐเชก ประมาณ 5 โมงเย็น พักที่ Plus Hostel ซึ่งอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ได้ห้อง 116 ห้องเดียวกัน มี 8 เตียง แต่ห้องครัวอยู่ชั้น 2 เล็กและอุปกรณ์ใช้งานไม่ได้
ออกเที่ยวเมืองเก่า Hard of Europe สวยสุดจะบรรยาย ชมภาพเอาก็แล้วกัน
เจอคนไทย 5 คน เป็นคุณหมอ 2 คนหนุ่ม ๆ สาว ๆอีก 3 บินจากสุวรรณภูมิ – เยอรมันแล้วนั่งรถไฟมาที่ปราก เตือนให้เราระวัง กระเป๋าให้ดี
2 เม.ย. 52 ทำอาหารเช้าในห้องพักง่าย ๆ ด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า มีแกงจืดวุ้นเส้น ใส้กรอก ไข่ต้ม ขนมปังทาแยม กาแฟ
กินอาหารไปเล่านิทานก้อมไป สนุกสนาน เพลิดเพลินตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ
ทำภารกิจเรียบร้อยออกจากที่พัก 08.00 น. เพื่อไปถ่ายภาพเมืองเก่าที่เดินเที่ยวเมื่อคืน เก็บความประทับใจอีกรอบ เจ้าหน้าที่ ทำความสะอาดถนนคนเดินด้วยการล้างถนนดูสะอาดตา
การจราจรเขาเคร่งครัดมาก สัญลักษณ์บางอย่างเราไม่เข้าใจ ทำให้ขับรถผิดพลาด เข้าไปยังถนนคนเดิน ถูกปรับ 500 โคลน การถูกปรับก็มีประโยชน์ ได้ถามทางตำรวจ ข้ามไปฝั่งตรงกันข้ามกับใจกลางเมืองที่เที่ยวเมื่อคืน เพื่อไปชมวัง ปราสาท และโบสถ์ วนรถหาทางข้ามไปฝั่งตรงข้ามกันนิดหน่อย คุณนิวส่งลูกทัวร์ที่หน้าปราสาทแล้วขับรถไปจอดอีกแห่งซึ่งคุณนิวต้องเดินมาไกลมาก
ที่ปราสาทปราก(Prakha Cascle ) ถ่ายภาพกับทหารที่เปลี่ยนเวรใหม่ หน้าตาหล่อเหลา ยื่นนิ่งเหมือนหุ่น มีคนถ่ายภาพกันมาก ใช้เวลาเดินชมประมาณ ชั่วโมงครึ่ง
กลับออกมาโทรหาคุณนิว ซึ่งยังชมอยู่ข้างใน บอกให้ไปรอที่รถจอด เดินไปตามทางรถรางด้วยความปรารถนาดีของทุกคน มีความคิดแตกต่างกัน ติ๋มให้รอคุณนิวเดินไปพร้อม ๆ กัน คุณวิเชียรบอกให้รอที่นี่ คุณนิวออกมาแล้วให้เอารถมารับกลัวพี่แป๋วเดินไม่ไหว พี่แป๋วกลัวคุณนิวเหนื่อยให้เดินช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ เพราะคุณนิวเดินไวมาก ตกลงตามข้อเสนอสุดท้าย ปรากฏว่าเราเดินมาถึงรถคุณนิวก็ถึง พร้อมเราพอดี
กลับมาที่เมืองเก่าอีกประมาณ 5 โมงเช้าเพื่อดูนาฬิกาที่.......เวลาเที่ยงวันและเที่ยงคืนจะมีตุ๊กตาออกมาเดินเป่าแตร มีคนยืนคอยดู กันเยอะมากเหมือนเมื่อคืน
คุณวิเชียรแจกเงินกองกลางให้คนละ 200 โคลน แยกย้ายกันทานอาหาร ชอปปิ้ง บ่าย 2 โมง พบกันที่จอดรถ
คุณวิเชียรได้รองเท้าสวยสมใจนึก กัญได้สร้อยคริสตัลฝากแก้วลูกสาวคนเล็กและหลาน ส่วนตัวเองได้ของขวัญจากคุณวิเชียร เป็นแหวนสดชื่นกันทั้งครอบครัว แดง ติ๋ม พี่แป๋วได้สร้อยคริสตัลราคาย่อมเยา ตุ๊กตาพ่อมดหัวเราะเยาะ ไว้ฟังเวลาเครียด ไม่ทราบว่า ยิ่งเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า โบ้ได้ของเล่นอีกหลายอย่าง ชื่นมื่นกันถ้วนหน้า
กลางวันซื้อเคอรี่พัฟ และแวะที่ MC Donal กินแฮมเบเกอร์ โค้ก ฟรุตสลัด กลับมาที่รถช้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง
อวดของที่ระลึกกัน ขณะที่รถเคลือนที่ต่อไปอีกเมืองเวลาประมาณ 14.30 น.
โบ้ทำหน้าที่เด็กรถ คอยบอกทางตลอด พร้อมดื่มเบียรวันละ 2 -3 กระป๋อง แทนน้ำ
คุณนิวบอกว่าเมืองที่จะไปวันนี้ เป็นต้นกำเนิดของคริสตัลนะเกศ เกศว่าคุณลุงน่าจะบอกก่อนจะได้ไม่รีบซื้อ และบอกว่าปราก สวยที่สุดเท่าที่ผ่านมา น่าจะพามาที่นี่ก่อน ป้าแป๋วมีความเห็นว่าเห็นสวยน้อย ๆ แล้วไปเห็นสวยมากกว่าเรื่อย ๆ ดีกว่าตื่นเต้นดี
ทิวทัศน์สองข้างทางสวยมาก เป็นทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ เขา และป่าไม้ที่เป็นระเบียบ
ประมาณ 18.00 น. ถึง คลัมลอฟ(Krumlov) เป็นเมืองชายแดนสาธารณรัฐเชกติดต่อกับออสเตรีย ที่พักอยู่ใกล้ลำธาร ได้บ้าน ทั้งหลัง แต่ใช้ห้องนอนได้เพียง 2 ห้อง ห้องละ 4 เตียง อยู่ชั้น 3 ห้องน้ำอยู่ชั้น 2 และชั้นล่าง ไฟตรงบันไดหน้าห้องน้ำจะเปิดปิดอัตโนมัติ ห้องครัวอยู่ชั้นล่างอุปกรณ์ครัวครบ มีเตาผิงด้วยแต่ใช้ไม่ได้ ไม่มี Heater คืนนี้คงหนาวกว่าทุกวัน มีโต๊ะทานข้าวใหญ่นั่งรวมกันได้สบาย
เก็บข้าวของเรียบร้อยเดินไปเที่ยวเมืองมรดกโลก อยู่บนเชิงเขา ซื้อของที่ระลึกกัน ติ๋มได้แว่นตาสวยจากร้านชาวเวียตนามที่อพยพ มาอยู่ที่นี่เกือบ 30 ปีมาแล้วอวดสมาชิก วันรุ่งขึ้นทุกคนกลับไปอุดหนุนร้านนี้อีก
ป้าแป๋วเดินหลงไปกับลูกเกศ 2 คน แต่ไม่กลัวเพราะมีแผนที่อยู่ในมือ เดินตามหาสมาชิก ผลัดกันถ่ายรูป หมายตาสินค้าไว้เพราะ พรุ่งนี้จะมาเดินใหม่
ที่เมืองนี้เวลามีน้ำป่าไหลมาแรงท่วมบ้านเรือนริมน้ำเสมอ ปี 2002 น้ำท่วมใหญ่ สะพานพัง สะพานที่เดินกันสร้างใหม่ มีภาพถ่าย ให้เห็นว่ามีผู้คนเดินหนาแน่นบนสะพาน ลักษณะภาพน่าจะเป็นก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นถึงเคยเป็นเมืองที่มีผู้คนอยู่ หนาแน่นในอดีต มีปราสาทที่สวยงามมาก จากคำบอกเล่าของคนไทยที่เราเจอ 2 แม่ลูก ลูกสาวทำงานบ. Esso มาประชุมที่ปราก คุณแม่ มากับลูกเพื่อจะพาลูกมาเที่ยวที่เมืองนี้ ซึ่งเคยมาเที่ยวหลายครั้งแล้ว อยากให้ลูกได้มาเห็นว่าปราสาทที่นี่มีความงดงามมาก น่าเสียดาย ที่พวกเรามีเวลาไม่พอไม่ได้ขึ้นไปชมปราสาท เพราะต้องเดินทางไปเวียนนาในวันรุ่งขึ้น
กัญกับคุณวิเชียรได้ขึ้นไปบนปราสาทแต่ไม่ได้เข้าไปในตัวปราสาท เพราะหมดเวลาเข้าชม ต้องซื้อตั๋วดูวันรุ่งขึ้น รอบแรกเปิด 09.30 น. ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจองไว้หมดแล้ว รอบต่อไปเวลา 11.00 น.ถ้าอยู่ชมปราสาทจะกลับถึงเวียนนาดึกมาก
กลับที่พัก 3 ทุ่ม ทานอาหาร ดื่มเบียร์ ไวน์ มีเวลาคุยกันสนุกสนานกว่าทุกวัน
แม้อากาศจะเย็นมาก ๆ ทุกคนหลับสนิท
3 เม.ย. เตรียมอาหาร ทานข้าวเช้า หุงข้าวไว้กลางวัน คุณวิเชียรแจกเงินกองกลางให้อีกคนละ 350 โคลน จึงเข้าไปในเมือง ชอปกันจนเงินที่ได้มาเกลี้ยงแถมใช้เงินยูโรเพิ่มอีก
ออกจากเมืองประมาณ 11.00 น. รถวิ่งไปตามเส้นทางลำธาร ทวนกระแสน้ำขึ้นไป สองข้างทางด้านหนึ่งเป็นป่าสน ด้านหนึ่ง เป็นลำธาร รถวิ่งมา 45 นาทีไม่เห็นลำธาร เป็นป่าสนทั้สองข้าง เตรียมหาที่พักข้างทางแวะทานข้าวกลางวัน
แวะทานข้าว ที่พักริมทาง ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น พยายามกำจัดอาหารให้หมด จะได้ไม่ต้องขนกลับเมืองไทย
เข้าเขตออสเตรียแวะไปเมือง Linz ซึ่งใหญ่เป็นอันดับรองจากเมือง Glaz และเวียนนา เข้าชมโบสถ์ที่มีความงดงามมาก ตกแต่ง ภาพเรื่องราวของพระเยซู ด้วยกระจกสีต่าง ๆ เหมือนโบสถ์ที่ปราสาทปรากมีรถรางสีเหลืองดูยังใหม่กว่าที่เวียนนาแล่นผ่านมา ถ่ายรูปไม่ทัน สวยดี ผ่านสวนสนุก ไม่แน่ใจเป็นสวนสนุกเคลื่อนที่รึเปล่า
ริมถนนต้นไม้เริ่มผลิใบสีเขียวใบไม้อ่อนสวยเย็นตา บางต้นมีใบเป็นสีม่วง แวะเที่ยวที่ Linz ประมาณ 1 ชั่วโมง มุ่งตรงสู่เวียนนา ขับรถลอดอุโมงค์ติดไฟสีสวยสบายตา ถึง 2 อุโมงค์และมีทางแยกภายในอุโมงค์ มุ่งตรงไปที่สายซุปเปอร์ไฮเวย์
ถึงเวียนนาประมาณ 17.30 น. เข้าที่พัก Wombat &The city Hostel-The Place ขนของเข้าที่พัก ต้องยกกลับ เพราะเจ้าหน้าที่ บอกให้ไปพักอีกแห่ง ชื่อเดียวกันใหญ่กว่า ตั้งอยู่ที่ 139 ถนนมาเรียฮิวเฟอร์ เก็บสัมภาระแล้วไปตลาดนัดหรือ Grenzing หรือป่าเวียนนา (Vienna Wood) คุณนิวรับเป็นเจ้าภาพดินเนอร์วันนี้
ออกมานอกเมืองจะมีลักษณะบ้านมีบริเวณ ปลูกต้นไม้ใหญ่ เข้าใจว่าที่ป่าเวียนนาเดิมคงเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่เยอะมาก เมื่อเมืองขยาย คนเข้ามาตั้งบ้านเรือน และรักษาสภาพต้นไม้ใหญ่ไว้ แต่ละบ้านมีบริเวณรั้วรอบขอบชิด ลักษณะอาคารเป็นทรงโบราณรุ่นหลัง ที่มีการผสมผสานกันไม่เหมือนที่ Centrum หรือใจกลางเมืองที่อาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบ.. ที่ป่าเวียนนาจะมีร้านอาหารติด ๆ กัน ดูข้างหน้าเป็นตึกแบบเก่า เข้าไปข้างใน มีบริเวณสวนอาหาร จัดเป็นห้อง ๆ แตกต่างกัน แต่ละร้านจะจัดให้มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเพื่อ ดึงดูดใจลูกค้า ร้านที่คุณนิวพาไปด้านหน้าแต่งด้วยไหหมักเบียร์ อุปกรณ์...... ในร้านจะมีนักดนตรีสีไวโอลิน 2 ชุด ชุดละ 2 คน สีไวโอลิน ไปตามโต๊ะลูกค้าทุกโต๊ะ ถ้าโต๊ะไหนทิปพิเศษเล่นนานหน่อย ขณะที่สีไวโอลินนักดนตรีจะเล่นหูเล่นตากับพวกเราเย้าแหย่กันอย่างสนุกสนาน ชุดนี้นักดนตรีหนุ่มหน่อย อีกชุดเป็นนักดนตรีสูงวัย ไม่ได้มาเล่นให้เราฟังที่โต๊ะ อาหารพิเศษคือขาหมูอร่อยมาก ประสบการณ์สอนให้เรา สั่งอาหารมากินไม่ให้เหลือ เสียดาย ราคาแพง มื้อนี้ราคาเท่าไหร่คะคุณนิว
กลับจากทานข้าวที่ป่าเวียนนาคุณนิวพาไปนั่งรถชมแม่น้ำดานูบของเวียนนา ซึ่งสองฝั่งแม่น้ำดานูบที่เวียนนาไม่งดงามเหมือน ปูดาเปส ริมฝั่งแม่น้ำดานูบทั้งสองฟากฝั่งมีอาคารทันสมัย และไม่เป็นระเบียบเหมือนฮังการี นั่งรถชมเมืองเก่าในยามค่ำคืนอีกรอบ กลับที่พัก ประมาณ 5 ทุ่ม แพคกระเป๋าใหม่พร้อมที่จะเดินทางกลับเมืองไทยเย็นวันที่ 4 พ.ค. พรุ่งนี้
เช้าวันที่ 4 ต้องจัดการกับอาหารที่นำมาจากเมืองไทยให้หมด วันนี้เป็นมาม่าต้มยำ ใส่กระหล่ำปลี ไส้กรอก ตามด้วยกาแฟ ขนมปัง ของกินเล่นเพียบ
กำหนดออกจากHostel 10.00 น. ทุกคนทำภารกิจเสร็จแล้ว เดินชอปกันแถวนั้น ที่ ร้านBipa มีเครื่องสำอาง ของใช้ น้ำหอม ดูแล้วราคาไม่สูงเกินไป หมดกันคนละเกือบร้อยยูโร
ถึงเวลา 10.00 น.ตามนัด ทุกคนไปที่รถ คุณนิวพาไปชมพระราชวังฮอฟบวร์ก พระราชวังฤดูหนาวแห่งราชวงศ์ฮับสบูร์ก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13-20 มองระยะไกลพระราชวังฮอฟบวร์กช่างสง่างาม อาจเป็นเพราะเป็นการผสมผสานของศิลปะต่างยุคทั้งโกธิก และอาร์ตนูโวที่ลงตัวก็เป็นได้ คณะของเราไม่ได้เข้าเดินชมข้างใน เพราะกำลังบูรณะ ประกอบกับเวลามีน้อย เพียงนั่งชมความสง่างาม ภายนอกพระราชวัง ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาคารพระราชวังหลายส่วนได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ เช่นอาคารพระคลังเก็บมหาสมบัติ พิพิธภัณฑ์ม้าลิปปิซซาแนร์กับโรงเรียนฝึกม้าแบบสเปน หอสมุดแห่งชาติและอีกมากมายที่เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดกับ ราชวงศ์ฮับสบูร์ก (ไม่มั่นใจ)
ใกล้เที่ยงกลับไปเดินที่บริเวณถนนวงแหวนที่เรามาสัมผัสเมืองเวียนนาในวันแรก และนัดหมายกันไปทานกลางวันที่ MC Donal บรรยากาศจะแตกต่างไปจากวันก่อน ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาชอบปิ้งที่นี่ ร้าน MC Donal บนถนนสายนี้มีหลายร้าน และเป็นที่นิยมของ ผู้คนมากเหลือเกินโดยเฉพาะวันรุ่น กว่าเราจะได้ร้านสั่งแฮมเบเกอร์ ฟรุ๊ตสลัดและโค้ก กินเวลาไปไม่น้อย
ขณะกำลังจะลงมือทานอาหารมีเสียงโทรศัพท์แจ้งจากคุณนิวว่าที่รถมีใบสั่ง ทุกคนรีบมาที่รถด้วย ความตกใจ แต่ในที่สุดก็มิได้ มีปัญหามากมายอย่างที่คิด เพราะคุณนิวจะให้บริษัทเป็นผู้จัดการให้ คณะของเราเดินทางมาที่สนามบิน ส่งรถ และเหิรฟ้าสู่เมืองไทย เมื่อเวลา 18.00น. ด้วยสายการบินเดิมภายในเครื่องคนน้อยจึงมีโอกาสเลือกที่นั่งชมวิวออสเตรียจากฟ้าเก็บความประทับใจไว้อีกครั้ง
การเดินทางกลับครั้งนี้คุณนิวมิได้กลับมาเมืองไทยด้วย จะเดินทางต่อไปอิตาลี เพื่อช่วยเป็นไกด์ให้กับกรุ๊ปอื่นจากเมืองไทย อีกประมาณ 10 วันที่จะไปเที่ยวอิตาลี สวิสเซอร์แลนด์............. ขากลับคณะเราจึงเหลือเพียง7 คน
ได้รับบริการอาหารบนเครื่อง 2 มื้อเช่นเดิม แต่รายการอาหารเปลี่ยนไป เที่ยวนี้มีคนไทยค่อนข้างเยอะ และมีบริการด้วย ข้าวแกงเขียวหวาน ถึงเมืองไทยเวลา 08.30 น. กว่าจะออกจากสนามบินได้เกือบเที่ยง ทุกคนจึงไปรวมพลที่บ้านแดงอีกครั้ง ก่อนอำลาจากกันด้วยส้มตำ ไก่ย่าง อาหารยอดโปรดของทุกค ซึ่งน้องใหม่ลูกชายคนโตของแดงได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว ถึงบ้านแดง ทุกคนหม่ำกันเต็มที่ โดยมีคุณวิเชียรบริการรถรับส่งเช่นเดิม โอกาสหน้าคงได้ไปร่วมสนุกกันอีก จึงถือโอกาสบันทึกความทรงจำนี้ไว้ แจกจ่ายกันอ่าน พร้อมทั้งช่วยกันเพิ่มเติมในสิ่งที่บกพร่อง เราจึงมีเรื่องราวมาแจกจ่ายให้อ่านกันจ้า สวัสดี
ข่อมูลเพิ่มเติม :
|